เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น ความกังวลอันดับแรกไม่ใช่แค่เรื่องอาการ แต่เป็นเรื่องที่ว่า “จะคุยกับเขายังไง” และ “ค่าหมอจะแพงไหม” มาลองดูกัน! หากคุณเกิด เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น ระหว่างทริป สิ่งแรกที่ต้องทำคือประเมินอาการเพื่อรับมือได้อย่างถูกต้อง หากเป็นเหตุฉุกเฉินวิกฤตให้โทร 119 เพื่อเรียกหน่วยกู้ภัยทันที (มีล่ามรองรับ) แต่หากเจ็บป่วยทั่วไปหรือต้องการคำแนะนำเบื้องต้น สามารถติดต่อสายด่วน Japan Visitor Hotline (050-3816-2787) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมเสมอคือ “พาสปอร์ตและเอกสารประกันเดินทาง” เพื่อใช้ยืนยันตัวตนและเป็นหลักฐานสำคัญในการเคลมค่ารักษาพยาบาลคืนในภายหลัง
ไม่มีอะไรจะเซ็งไปกว่าการวางแผนเที่ยวมาอย่างดี แต่กลับต้องมานอนซมอยู่ในโรงแรมเพราะอาการป่วยหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ยิ่งเป็นการเที่ยวเองแบบไม่ง้อทัวร์ด้วยแล้ว ความกดดันเรื่องภาษาและขั้นตอนการเข้าโรงพยาบาลญี่ปุ่นที่ดูซับซ้อนอาจทำให้หลายคนเริ่มไม่สนุก บทความนี้ Trip Japan Online จึงรวบรวมคู่มือเอาตัวรอดเมื่อเรา “เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น” ฉบับอัปเดตปี 2026 ตั้งแต่การหาร้านขายยาใกล้ตัว วิธีคุยกับคุณหมอผ่านแอปแปลภาษา ไปจนถึงเช็คลิสต์เอกสารที่ต้องขอจากโรงพยาบาล เพื่อให้ทริปของคุณยังไปต่อได้ และเจ็บตัวน้อยที่สุดทั้งร่างกายและเงินในกระเป๋า
3 สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อ “เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น”
หากคุณเกิดอาการไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุขณะเที่ยวที่ญี่ปุ่น อย่าเพิ่งตกใจ หรือตื่นตระหนก ให้ตั้งสติและเลือกทำตาม 3 สิ่งนี้ตามระดับความรุนแรงของอาการคุณได้เลย :

- กรณีฉุกเฉินระดับวิกฤต (อุบัติเหตุหนัก/หมดสติ) : โทร 119 เบอร์เดียวเรียกได้ทั้งรถพยาบาลและดับเพลิง ฟรี! ค่ารถพยาบาล โดยคุณสามารถพูดภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ทันที เจ้าหน้าที่จะประสานงานดึงล่ามสามสายมาช่วยสื่อสาร เพื่อระบุพิกัดและประเมินอาการส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
- เจ็บป่วยทั่วไป/หาโรงพยาบาลไม่เจอ : โทร 050-3816-2787 (Japan Visitor Hotline) สายด่วนขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (JNTO) ที่ให้บริการฟรี 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จะช่วยแนะนำสถานพยาบาลที่รับนักท่องเที่ยว ช่วยประสานงานเบื้องต้น หรือให้ข้อมูลการรักษาในพื้นที่ ที่คุณอยู่ได้ทุกเรื่อง
- ต้องการซื้อยาบรรเทาอาการเอง : มองหาสัญลักษณ์ 「薬」(Kusuri) หากอาการไม่หนัก เช่น ปวดหัว มีไข้ต่ำ หรือเจ็บคอ ให้มองหาป้ายร้านยาที่มีตัวอักษรคันจิ 「薬」 (อ่านว่า คุซุริ) หรือมองหาแบรนด์ร้านยาชื่อดังอย่าง Matsumoto Kiyoshi หรือ Welcia เพื่อปรึกษาเภสัชกรและซื้อยาสามัญประจำบ้านได้ทันที
อย่าลืมพก “พาสปอร์ต” และ “หมายเลขกรมธรรม์ประกันเดินทาง” ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะขอดูเอกสารเหล่านี้ก่อนทำการลงทะเบียนรักษา
การแยกแยะอาการป่วยให้ถูกระดับจะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่โรงพยาบาลใหญ่ แต่ยังมีคลินิกเฉพาะทางและร้านขายยาที่ครอบคลุมมาก มาดูกันว่าอาการของคุณเหมาะกับการไปที่ไหนที่สุด!
ประเมินอาการ ป่วยระดับไหน ต้องไปที่ไหน?

เจ็บป่วยเล็กน้อย (ปวดหัว, มีไข้ต่ำ, แพ้อากาศ)
หากมีอาการเพลียแดด เจ็บคอ หรือปวดหัวเล็กน้อย การไปหาหมอที่โรงพยาบาลอาจทำให้คุณเสียเวลาครึ่งค่อนวันโดยไม่จำเป็น การจัดการด้วยตัวเองเบื้องต้นคือทางเลือกที่เร็วที่สุด
- วิธีหาร้านขายยาที่ใกล้ที่สุด : ให้สังเกตป้ายหน้าร้านที่มีตัวอักษรคันจิ 「薬」 (Kusuri) หรือมองหาชื่อร้านคุ้นหูอย่าง Matsumoto Kiyoshi, Welcia, Sundrug หรือ Kokumin
- แนะนำตัวยาพื้นฐานที่ควรมีติดตัว : คนญี่ปุ่นนิยมใช้ยาเฉพาะทางที่หาซื้อได้ง่ายและประสิทธิภาพดี
- EVE Quick / Loxonin : ยาแก้ปวด ลดไข้ (ตัวท็อปที่คนไทยชอบฝากซื้อ)
- Pablon Gold A : ยาลดน้ำมูก แก้ไอ แก้หวัด (ซองสีทองในตำนาน)
- Seirogan : ยาสามัญประจำบ้านสำหรับอาการท้องเสีย ท้องอืด
- Sante / Lycee : ยาหยอดตาสำหรับคนตาแห้งหรือแพ้อากาศ
ใช้ Google Maps ค้นหาด้วยคำว่า “Pharmacy” หรือ “Drugstore” แล้วเช็กเวลาเปิด-ปิด เพราะร้านส่วนใหญ่ในย่านท่องเที่ยวจะเปิดถึงดึก แต่ถ้าเป็นย่านพักอาศัยอาจปิดเร็ว
อาการหนักแต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต (ท้องเสียรุนแรง, แผลสด, ไข้สูงไม่ลด)
ถ้ากินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีบาดแผลที่ต้องเย็บ/ทำแผล แนะนำให้ไป “คลินิก” หรือ “โรงพยาบาลขนาดกลาง”

- วิธีค้นหาโรงพยาบาลผ่านเว็บไซต์ JNTO : นี่คือเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวครับ ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ทางการของ JNTO (Medical Guide) ซึ่งออกแบบมาเพื่อคนต่างชาติโดยเฉพาะ
- ตัวกรองการค้นหา : คุณสามารถเลือก “Area” (พื้นที่ที่อยู่), “Language” (เลือกภาษาไทยหรืออังกฤษ) และ “Clinical Department” (แผนกที่ต้องการรักษา เช่น อายุรกรรม หรือศัลยกรรม)
- Credit Card : สำคัญมาก! อย่าลืมติ๊กเลือกโรงพยาบาลที่รับบัตรเครดิต จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินสด
กรณีฉุกเฉินและอุบัติเหตุร้ายแรง
หากเจอเหตุการณ์ เช่น หมดสติ เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุจนเคลื่อนย้ายเองไม่ได้ ให้เรียกหน่วยกู้ภัยทันที
- ขั้นตอนการเรียกรถพยาบาล (โทร 119) :
- กด 119 (โทรได้จากตู้สาธารณะหรือมือถือทุกระบบ)
- เมื่อเจ้าหน้าที่รับสาย ให้พูดชัด ๆ ว่า “Kyukyusha” (คิวคิวฉะ) แปลว่าขอรถพยาบาล
- ระบุสถานที่ : บอกชื่อโรงแรม หรือมองหารหัสตัวเลขที่ติดอยู่บนเสาไฟ/ตู้กดน้ำใกล้ตัว
- แจ้งอาการ : บอกอาการคร่าว ๆ เช่น “Headache”, “Unconscious” หรือ “Bleeding” (ถ้าพูดไม่ได้ ให้ยื่นโทรศัพท์ให้คนญี่ปุ่นแถวนั้นช่วยพูดให้)
- ค่าบริการรถพยาบาลในญี่ปุ่น : ข่าวดีคือ “การเรียกรถพยาบาลในญี่ปุ่นนั้นฟรี” สำหรับนักท่องเที่ยว แต่คุณจะต้องจ่าย “ค่ารักษาพยาบาล” เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งราคาอาจจะสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนเยนหากต้องนอนพักฟื้น ดังนั้นการทำประกันเดินทางไว้คือ “ไฟต์บังคับ” ที่ห้ามลืมเด็ดขาด
เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าต้องไปพบหมอ ขั้นตอนต่อไปอาจจะดูน่ากังวลเพราะกลัวเรื่องระบบที่ไม่คุ้นเคย แต่จริง ๆ แล้วระบบโรงพยาบาลและคลินิกที่ญี่ปุ่นมีความเป็นระเบียบมาก เพียงแค่เตรียมตัวตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณก็จะได้รับการรักษาที่รวดเร็วและราบรื่นขึ้น
ขั้นตอนการหาหมอที่ญี่ปุ่นฉบับเข้าใจง่าย!
เพื่อให้การเข้ารักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เราสรุปขั้นตอนสำคัญที่คุณต้องเจอเมื่อไปถึงสถานพยาบาลที่ญี่ปุ่นไว้ให้แล้ว

เอกสารที่ต้องพกไปโรงพยาบาล
ก่อนออกจากโรงแรม ตรวจสอบกระเป๋าให้ดีว่ามี “3 สิ่งสำคัญ” นี้ครบถ้วน :
- พาสปอร์ต (Passport) : สำคัญที่สุด เพราะโรงพยาบาลต้องใช้ยืนยันตัวตนเพื่อออกประวัติผู้ป่วย (ห้ามใช้แค่รูปถ่ายในมือถือนะ)
- กรมธรรม์ประกันเดินทาง : ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือใบพิมพ์ออกมา ควรมีเลขที่กรมธรรม์และเบอร์ติดต่อฉุกเฉินของบริษัทประกันไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
- เงินสดหรือบัตรเครดิต : แม้โรงพยาบาลใหญ่จะรับบัตรเครดิต แต่คลินิกท้องถิ่นหลายแห่งยังรับเฉพาะเงินสด ควรเตรียมเงินเยนติดตัวไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินด้วย
การกรอกแบบฟอร์มประวัติผู้ป่วย
เมื่อไปถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่จะให้คุณกรอกเอกสารที่เรียกว่า “Monshinhyo” (問診票) หรือใบสอบถามประวัติเบื้องต้น
- ข้อมูลที่ต้องระบุ : ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่ในญี่ปุ่น (ชื่อโรงแรม), อาการป่วยที่เป็น, และประวัติการแพ้ยา
- ภาษาที่ใช้ : ปัจจุบันโรงพยาบาลที่รับนักท่องเที่ยวจะมีแบบฟอร์ม “สองภาษา” (ญี่ปุ่น-อังกฤษ) หรือบางแห่งอาจมีภาษาไทยให้เลย
การตรวจรักษาและการรอรับยา
หลังจากลงทะเบียนและกรอกประวัติเสร็จแล้ว ให้ทำตามกระบวนการดังนี้ :
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย : พยาบาลจะมาวัดไข้หรือความดัน ก่อนจะส่งตัวเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจอย่างละเอียด
- การชำระเงิน : เมื่อตรวจเสร็จ ให้รอเรียกชื่อที่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน (Kaikei) คุณจะได้รับใบเสร็จและ “ใบสั่งยา” (Prescription) * สำคัญ อย่าลืมขอ “ใบรับรองแพทย์” (Medical Certificate) เป็นภาษาอังกฤษไว้ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเคลมประกัน
- การไปรับยาที่ร้านขายยาภายนอก : โรงพยาบาลส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะไม่ออกยาให้ที่จุดเดียว คุณต้องนำใบสั่งยาไปยื่นที่ร้านขายยา (Pharmacy) ที่อยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาล (สังเกตป้ายที่มีสัญลักษณ์สีฟ้าหรือรูปเม็ดยา) เภสัชกรจะจัดยาให้พร้อมอธิบายวิธีใช้อย่างละเอียด
หากสื่อสารลำบาก แนะนำให้ใช้แอปแปลภาษาถ่ายรูปใบสอบถามแล้วแปล หรือเปิดประวัติการแพ้ยาในมือถือให้เจ้าหน้าที่ดูทันทีเพื่อความปลอดภัย
แม้ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ในเมืองใหญ่ๆ และโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสากล มีบริการล่ามเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะครับ ยิ่งในปี 2026 นี้ ระบบการสนับสนุนภาษาไทยในโรงพยาบาลญี่ปุ่นพัฒนาไปไกลมาก ทำให้การหาหมอไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
ปัญหาเรื่องภาษา หาหมอที่ญี่ปุ่นพูดไทยได้ที่ไหน?
หากคุณกังวลว่าจะสื่อสารอาการป่วยไม่ถูก ไม่ต้องห่วง ในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว, โอซาก้า และฟุกุโอกะ มีโรงพยาบาลที่รองรับภาษาไทย และยังมีตัวช่วยเทคโนโลยีที่แม่นยำมาก ดังนี้
รายชื่อโรงพยาบาลที่มีล่ามไทยในเมืองหลัก
นี่คือรายชื่อโรงพยาบาลยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวไทยมักไปใช้บริการ เนื่องจากมีระบบจัดการสำหรับชาวต่างชาติที่ดี
| เมือง | โรงพยาบาลแนะนำ | จุดเด่น (มีบริการภาษาไทย/อังกฤษ) |
| โตเกียว (Tokyo) | NTT Medical Center Tokyo (ย่าน Gotanda) | มีล่ามภาษาไทยและรองรับหลายภาษา เดินทางสะดวกมาก |
| St. Luke’s International Hospital | โรงพยาบาลนานาชาติอันดับต้น ๆ สื่อสารภาษาอังกฤษดี | |
| โอซาก้า (Osaka) | Osaka University Hospital | โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ มีศูนย์ซัพพอร์ตผู้ป่วยต่างชาติ |
| Rinku General Medical Center (ใกล้สนามบินคันไซ) | เหมาะมากสำหรับกรณีฉุกเฉินก่อนขึ้นเครื่องหรือหลังแลนดิ้ง | |
| ฟุกุโอกะ (Fukuoka) | Kyushu University Hospital | ได้รับการรับรอง JMIP มีเจ้าหน้าที่ดูแลชาวต่างชาติโดยเฉพาะ |
| Fukuoka City Hospital | รองรับบริการล่ามผ่านทางโทรศัพท์และวิดีโอคอลหลายภาษา |
ก่อนไปแนะนำให้โทรเช็กหรือให้เจ้าหน้าที่โรงแรมช่วยโทรนัดหมายก่อน เพราะบางโรงพยาบาลล่ามภาษาไทยอาจจะไม่ได้เข้าเวรตลอด 24 ชั่วโมง
แอปพลิเคชันแปลภาษาและแอปหาหมอออนไลน์
หากคุณต้องเข้าคลินิกเล็ก ๆ ที่ไม่มีล่าม เราขอแนะนำให้โหลด 2 แอปนี้ติดเครื่องไว้ รับรองว่ารอดแน่นอน!

- VoiceTra (แอปแนะนำโดยรัฐบาลญี่ปุ่น) :
- ทำไมต้องมี : เป็นแอปที่พัฒนาโดย NICT ของญี่ปุ่นโดยตรง มีความแม่นยำในการแปลภาษาไทย-ญี่ปุ่นสูงมาก โดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยว
- จุดเด่น : มีระบบ “Back-translation” คือเมื่อแปลจากไทยเป็นญี่ปุ่นแล้ว แอปจะแปลจากญี่ปุ่นกลับมาเป็นไทยให้เราดูอีกครั้ง เพื่อเช็กว่าความหมายถูกต้องไหมก่อนจะยื่นให้คุณหมอดู
- Google Translate (โหมดกล้องและบทสนทนา) :
- ทำไมต้องมี : ใช้สำหรับแปล “เอกสารสอบถามประวัติ” หรือ “ฉลากยา” ได้ทันทีเพียงแค่ส่องกล้อง
- จุดเด่น : โหมดการสนทนา (Conversation Mode) ช่วยให้เราโต้ตอบกับคุณหมอได้แบบกึ่งเรียลไทม์ แม้จะไม่เป๊ะ 100% แต่ก็เพียงพอสำหรับการบอกอาการเบื้องต้น
- สายด่วนช่วยล่าม (Phone Interpreter) :
- หากอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วคุยไม่รู้เรื่องจริง ๆ ให้ลองบอกเจ้าหน้าที่ว่า “Thai Interpreter, please” หลายโรงพยาบาลสามารถโทรเข้าศูนย์กลางเพื่อใช้บริการล่ามทางโทรศัพท์ (เช่น AMDA หรือศูนย์ช่วยเหลือของจังหวัดนั้น ๆ) มาช่วยคุยให้เราได้ฟรี!
ค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีประกันสังคมท้องถิ่นนั้น “สูงมาก” แค่การตรวจหวัดธรรมดาอาจจะแพงถึง 10,000 – 30,000 เยน (ประมาณ 2,500 – 7,000 บาท) และหากต้องนอนโรงพยาบาลหรือผ่าตัด ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักแสนหรือล้านบาท ดังนั้น “เจ็บตัวแล้วต้องไม่เจ็บกระเป๋า” การเตรียมเอกสารให้ครบเพื่อกลับมาเคลมเงินคืน 100% จึงเป็นเรื่องที่คุณต้องให้ความสำคัญที่สุดก่อนเดินออกจากโรงพยาบาล
การเตรียมเอกสารเพื่อเคลมประกันเดินทาง
เพื่อให้การเบิกค่ารักษาพยาบาลกับบริษัทประกันราบรื่นและไม่ต้องส่งเอกสารแก้ไปมา สรุป 3 เอกสารสำคัญที่คุณต้องขอจากทางสถานพยาบาลที่ญี่ปุ่นไว้ให้แล้ว :

1. ใบรับรองแพทย์ (Medical Certificate)
นี่คือเอกสารที่ยืนยันว่าคุณป่วยเป็นอะไรและรักษาอย่างไร?
- สิ่งที่ต้องทำ : แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า “English Medical Certificate, please” * ข้อมูลที่ต้องมี ชื่อ-นามสกุลของคุณ (ตรงตามพาสปอร์ต), วันที่เข้ารักษา, การวินิจฉัยโรค และลายเซ็นคุณหมอพร้อมตราประทับโรงพยาบาล
- หมายเหตุ : บางโรงพยาบาลอาจมีค่าธรรมเนียมในการออกใบรับรองแพทย์ (ประมาณ 3,000 – 5,000 เยน) ซึ่งส่วนใหญ่ประกันจะคุ้มครองรวมอยู่ในค่ารักษา
2. ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง (Medical Receipt)
ใบเสร็จนี้คือหลักฐานการจ่ายเงินที่สำคัญที่สุดเพื่อใช้เบิกเงินคืน
- สิ่งที่ต้องทำ : เก็บ “ใบเสร็จฉบับจริง” (Original Receipt) ไว้ให้ดี ห้ามใช้รูปถ่ายหรือสำเนาในการเคลม (ยกเว้นบางบริษัทที่อนุญาตให้เคลมผ่านแอป)
- ตรวจสอบข้อมูล : เช็กให้แน่ใจว่ามียอดเงินระบุชัดเจน มีชื่อสถานพยาบาล และวันที่ตรงกับในใบรับรองแพทย์
3. รายการยาและใบเสร็จค่ายา (Prescription)
เนื่องจากระบบโรงพยาบาลญี่ปุ่นจะแยกการจ่ายยาออกมาที่ “ร้านขายยาภายนอก” คุณจึงจะได้ใบเสร็จสองชุด
- สิ่งที่ต้องทำ : เมื่อไปรับยาที่ร้านขายยา (Pharmacy) คุณจะได้ใบเสร็จค่ายาและ “ใบกำกับยา” (Prescription Details) ที่บอกว่ายาแต่ละตัวคืออะไร? ราคาเท่าไหร่?
- ความสำคัญ : บริษัทประกันมักจะขอรายการยาเพื่อตรวจสอบว่ายาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคนั้น ๆ จริงหรือไม่ ดังนั้นห้ามทิ้งใบจดรายการยาที่เภสัชกรให้มาเด็ดขาด!
- ถ่ายรูปเก็บไว้ทันที : ทันทีที่ได้รับเอกสาร ให้ใช้มือถือถ่ายรูปให้ชัดเจนทุกหน้า เผื่อกรณีทำเอกสารฉบับจริงสูญหายระหว่างเดินทางกลับ
- เก็บ Boarding Pass ไว้ด้วย : ประกันบางแห่งอาจขอสำเนาตั๋วเครื่องบินหรือ Boarding Pass เพื่อยืนยันว่าเหตุเกิดระหว่างช่วงระยะเวลาที่เดินทางจริง ๆ
- ติดต่อ Call Center ประกันล่วงหน้า : หากเป็นเคสใหญ่ที่ต้องใช้เงินก้อนโต แนะนำให้โทรหาเบอร์ฉุกเฉินของบริษัทประกันทันที บางบริษัทมีบริการ “Fax Claim” คือการประสานงานกับโรงพยาบาลเพื่อจ่ายเงินให้โดยตรงที่คุณไม่ต้องสำรองจ่าย
เมื่อถึงเวลาจริง ๆ บางครั้งการเปิดแอปแปลภาษาก็อาจจะไม่ทันใจ การจดจำหรือเซฟ “คีย์เวิร์ด” สั้น ๆ เพื่อใช้สื่อสารแบบ Point-and-Speak (ชี้แล้วพูด) จะช่วยให้คนญี่ปุ่นเข้าใจสถานการณ์ของคุณได้ทันที นี่คือตารางสรุปคำศัพท์ที่ใช้บ่อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุไม่สบาย
คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น สำหรับบอกอาการป่วย
ในสถานการณ์ที่น่าตกใจ การพูดประโยคยาว ๆ อาจจะยาก แนะนำให้ใช้คำศัพท์สั้น ๆ เหล่านี้ควบคู่กับการ “ชี้ไปที่จุดที่เจ็บ” จะช่วยให้เจ้าหน้าที่หรือคุณหมอเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น
| อาการ / ความหมาย | คำอ่าน (Romaji) | ภาษาญี่ปุ่น (Kanji/Kana) |
| ช่วยด้วย! | Tasukete! | 助けて! |
| เจ็บตรงนี้ | Koko ga itai desu | ここที่痛いです |
| มีไข้ | Netsu ga arimasu | 熱があります |
| ท้องเสีย | Geri desu | 下痢です |
| ปวดหัว | Atama ga itai desu | 頭が痛いです |
| ปวดท้อง | Onaka ga itai desu | お腹が痛いです |
| คลื่นไส้ / จะอ้วก | Hakike ga shimasu | 吐き気がします |
| แพ้ยา (ชื่อยา) | (ชื่อยา) Arerugi- desu | (ชื่อยา) アレルギーです |
| ร้านขายยาอยู่ไหน? | Kusuriya wa doko desu ka? | 薬屋はどこですか? |
- ใช้การเน้นเสียง : หากเจ็บมาก ให้เน้นคำว่า “Itai!” (อิตะอิ) ซึ่งแปลว่าเจ็บ คนญี่ปุ่นจะเข้าใจทันทีว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ
- เตรียมชื่อยาที่แพ้เป็นภาษาอังกฤษ : หากคุณมีอาการแพ้ยา ให้เขียนชื่อตัวยาภาษาอังกฤษใส่กระดาษหรือโน้ตในมือถือไว้ แล้วยื่นให้พร้อมพูดคำว่า “Arerugi-“ (อเลอร์กี้) คุณหมอจะระมัดระวังในการจ่ายยาให้คุณเป็นพิเศษ
- เซฟรูปภาพนี้ไว้ : แนะนำให้แคปหน้าจอหรือเซฟตารางนี้ไว้ในอัลบั้ม “Favorites” ในมือถือ เผื่อกรณีที่อินเทอร์เน็ตขัดข้อง คุณจะได้ยังมีข้อมูลสำรองไว้สื่อสาร
คำถามที่พบบ่อย “เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น” (FAQ)
ตอบ : แพงมาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีประกัน ค่าตรวจเบื้องต้นสำหรับอาการทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 30,000 เยน (2,500 – 7,000 บาท) หากต้องแอดมิทหรือมีการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักแสนหรือล้านบาทได้เลย
ตอบ : โดยทั่วไปร้านขายยา (Drugstore) ในญี่ปุ่นจะเปิดเวลา 09:00 – 21:00 น. แต่ถ้าอยู่ในย่านท่องเที่ยวหลักอย่างชินจูกุหรือโดตอนโบริ หลายร้านจะเปิดถึง 23:00 น. หรือเปิด 24 ชั่วโมง แนะนำให้เช็กเวลาผ่าน Google Maps ด้วยคำว่า “Pharmacy open now”
ตอบ : ใช้ได้ หากบัตรเครดิตที่คุณใช้ซื้อตั๋วเครื่องบินหรือแพ็กเกจทัวร์มีสิทธิประโยชน์ประกันเดินทางพ่วงมาด้วย แนะนำให้โทรเช็กเงื่อนไขและวงเงินคุ้มครองกับ Call Center ของธนาคารล่วงหน้า และเตรียมเอกสารใบรับรองแพทย์เพื่อกลับมาเคลมตามขั้นตอน
ตอบ : ยาสามัญประจำบ้านทั่วไป สามารถซื้อได้ทันทีที่ร้านยา แต่ถ้าเป็นยาเฉพาะทาง เช่น ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) หรือยาควบคุมบางชนิด คุณต้องไปพบหมอที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นเพื่อรับใบสั่งยาเท่านั้น ไม่สามารถใช้ใบสั่งยาจากไทยไปซื้อได้
ตอบ : การโทรเรียกรถพยาบาล (เบอร์ 119) ในญี่ปุ่นนั้น “ฟรี” ไม่เสียค่าบริการรถ แต่คุณจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเมื่อไปถึงโรงพยาบาลแล้วตามจริง ซึ่งค่ารักษาสำหรับชาวต่างชาติมักจะสูงกว่าปกติ
การเตรียมพร้อมสำหรับการ “เจ็บป่วยที่ญี่ปุ่น” ไม่ใช่เรื่องของการแช่งตัวเอง แต่มันคือ “เกราะป้องกัน” ที่จะทำให้ทริปในฝันของคุณไม่กลายเป็นฝันร้าย เพราะการรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและเงินในกระเป๋าได้อย่างมาก
สรุป “3 วิธีเอาตัวรอดเมื่อป่วยที่ญี่ปุ่น”
เพื่อให้คุณจำได้ง่ายและนำไปใช้ได้ทันที นี่คือสรุปใจความสำคัญจากคู่มือฉบับนี้ :
- สติและช่องทางติดต่อ : จำเบอร์ 119 สำหรับเหตุวิกฤต และเซฟเบอร์ 050-3816-2787 (JNTO) ไว้ในเครื่องเพื่อขอความช่วยเหลือเบื้องต้น
- เอกสารคือหัวใจ : พกพาสปอร์ตและกรมธรรม์ประกันเดินทางติดตัวเสมอ และห้ามลืมขอ ใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษ ก่อนออกจากโรงพยาบาลเด็ดขาด
- เทคโนโลยีช่วยได้ : ใช้แอป VoiceTra หรือ Google Translate เพื่อทำลายกำแพงภาษาในการบอกอาการป่วย
เที่ยวญี่ปุ่นให้สนุก กับแผนการเดินทางที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ!
การเตรียมตัวรับมือเมื่อเจ็บป่วยเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมี “แผนการเดินทางที่ดี” และมี “ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ” จะช่วยให้ทริปของคุณราบรื่นจนแทบไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะวางแผน “เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง” ในสไตล์ไหน เช่น พาครอบครัวไปพักผ่อนแบบพร้อมหน้า, จัดทริปสุดเหวี่ยงกับแก๊งเพื่อน, ไปสวีทหวานกับคนรัก หรือจะเป็นสายกินตัวยง สายช้อปแหลก และสายธรรมชาติที่อยากสัมผัสความสงบ คุณสามารถกำหนดแผนการเดินทางได้เอง เลือกได้ในแบบที่คุณต้องการ!

สำหรับใครที่เพิ่งเคยเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรก แล้วกังวลเรื่องการเดินทางหรือการจัดตารางเวลา ไม่ต้องห่วง! เรามีไกด์คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี พร้อมช่วยเหลือคุณ :
- วางแพลนการเดินทาง : ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและไม่เหนื่อยจนเกินไป
- แนะนำที่เที่ยวลับ : พาไปรู้จักกับสถานที่ยอดนิยมและจุดเช็คอินที่คนท้องถิ่นแนะนำ
- ดูแลตลอดทริป : พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ทุกนาทีในญี่ปุ่นของคุณเต็มไปด้วยความประทับใจ
“ติดต่อสอบถามและเริ่มจัดแพลนทริปในฝันของคุณได้ที่ Line @Tripjapan รับรองว่าคุณจะต้องอยากกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกรอบแน่นอน!”
