Skip to content
Home » Mapcode คืออะไร? คู่มือใช้ในญี่ปุ่น สำหรับคนขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง

Mapcode คืออะไร? คู่มือใช้ในญี่ปุ่น สำหรับคนขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง

  • admin 
อธิบาย Mapcode คืออะไร? พร้อมวิธีหา Mapcode และวิธีใช้ในรถเช่าญี่ปุ่น (Car Navigation) คู่มือฉบับเต็มสำหรับคนขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง!

การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง คือหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณได้สัมผัสญี่ปุ่นในมุมมองที่แตกต่าง ทั้งความอิสระในการแวะเที่ยวตามใจชอบ และการเข้าถึงสถานที่ Unseen สวยงามที่รถไฟเข้าไม่ถึง แต่ปัญหาคลาสสิกที่นักขับมือใหม่มักจะเจอ คือ “ความท้าทายของระบบนำทาง” แม้ Google Maps จะเป็นเพื่อนแท้ในหลายที่ แต่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หุบเขา หรือร้านอาหารลับในชนบท การปักหมุดด้วย GPS หรือการใส่ที่อยู่แบบปกติอาจไม่แม่นยำเสมอไป นี่คือจุดที่ “Mapcode” จะเข้ามามีบทบาท สำหรับคนที่วางแผนเช่ารถขับในญี่ปุ่น “Mapcode คืออะไร?” อาจเป็นคำถามแรก ๆ ที่คุณควรหาคำตอบ เพราะนี่คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ทริปของคุณราบรื่น แม่นยำ และง่ายดายยิ่งขึ้น บทความนี้จาก Trip Japan Online จะเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์ ที่จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Mapcode ตั้งแต่วิธีหา ไปจนถึงวิธีใช้ในระบบนำทางรถเช่า (Car Navigation) พร้อมแล้วไปดูกันเลย!

Mapcode คืออะไร? พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Mapcode คือ “ระบบรหัสพิกัดเฉพาะของประเทศญี่ปุ่น” ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Denso (บริษัทลูกของ Toyota) และปัจจุบันบริหารโดย Mapcode Japan ระบบนี้จะแบ่งพื้นที่ทั้งหมดของญี่ปุ่นออกเป็นช่องตารางขนาดเล็กมาก ๆ และกำหนด “ชุดตัวเลข” ที่มีความละเอียดสูง (ตั้งแต่ 6 ถึง 12 หลัก) ให้กับทุกตำแหน่งในประเทศ ทำให้สามารถระบุพิกัดได้อย่างแม่นยำในระดับ 1-3 เมตรเลยทีเดียว

อธิบาย Mapcode คืออะไร พร้อมวิธีหา Mapcode และวิธีใช้ในรถเช่าญี่ปุ่น (Car Navigation) คู่มือฉบับเต็มสำหรับคนขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ทำไม Mapcode ถึงแม่นกว่า GPS หรือ Google Maps? หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเรามี Google Maps หรือ GPS ในรถยนต์อยู่แล้ว ทำไมยังต้องใช้ระบบ Mapcode อีก? คำตอบคือ “ความเฉพาะเจาะจงของที่อยู่ในญี่ปุ่น” สถานที่หลายแห่งในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (เช่น ปากถ้ำ จุดชมวิวริมทะเลสาบ) หรือแม้แต่ร้านอาหารบางแห่ง “ไม่มีที่อยู่ (Address) ที่ชัดเจน” หรือบางครั้งการใส่เบอร์โทรศัพท์ในระบบนำทาง ก็อาจพาไปที่สำนักงานใหญ่แทนที่จะเป็นสาขาที่คุณต้องการไป

ในขณะที่ Google Maps อาจพาคุณไป “ใกล้ ๆ” แต่ พิกัด Mapcode ญี่ปุ่น ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ มันสามารถระบุตำแหน่งที่แม่นยำได้แม้ในสถานที่ที่ไม่มีชื่อถนนหรือเลขที่บ้าน เช่น “ปากทางเข้าที่จอดรถของอุทยาน” “จุดชมวิวลับริมหน้าผา” หรือ “ตู้ ATM กลางลานจอดรถ” นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Mapcode ยังคงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับการขับรถในญี่ปุ่น

เมื่อรู้แล้วว่า Mapcode สำคัญอย่างไร? ต่อไปเราจะหา Mapcode ญี่ปุ่น ของสถานที่ที่เราจะไปได้อย่างไร? Trip Japan Online มี 3 วิธีหลัก ๆ ที่ง่ายและได้ผลแน่นอนมาแนะนำ

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้เว็บไซต์ค้นหา Mapcode โดยเฉพาะอย่างนี้ Japan Mapcode หรือ Mapion.jp (อาจต้องใช้ความคุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่นเล็กน้อย)

  • วิธีใช้ Japan Mapcode (ง่ายที่สุด) :
    1. เข้าไปที่ japanmapcode.com
    2. ค้นหาสถานที่ที่ต้องการในช่องค้นหา (ใช้ภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น) หรือซูมแผนที่แล้วคลิกขวา (หรือจิ้มค้างในมือถือ) ณ ตำแหน่งที่ต้องการ
    3. Mapcode จะปรากฏขึ้นมาทันที พร้อมให้คุณคัดลอกไปใช้งาน

เว็บท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง NAVITIME, Japan Guide หรือเว็บรีวิวของคนไทยและต่างชาติ มักจะให้ข้อมูล Mapcode ของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมไว้ในบทความอยู่แล้ว เพราะพวกเขารู้ว่านี่คือข้อมูลจำเป็นสำหรับคนขับรถเที่ยว

ในญี่ปุ่นเอง สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จะมีป้ายบอก Mapcode ของตนเองติดตั้งไว้บริเวณลานจอดรถ หรือระบุไว้ในแผ่นพับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ขับรถมา

เพื่อความสะดวกของคุณ Trip Japan Online ได้รวบรวม mapcode สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น บางส่วนมาให้เป็นตัวอย่าง (โปรดตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากพิกัดอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามจุดจอดรถ) :

  • ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchi) : (บริเวณสถานีรถไฟ) 161 272 349*22
  • หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawago) : (บริเวณที่จอดรถหลัก) 549 018 563*58
  • สวนดอกไม้นาบานะ โนะ ซาโตะ (Nabana no Sato) : (บริเวณที่จอดรถ) 38 894 381*63

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด เมื่อคุณได้รถเช่ามาแล้ว การใช้ Mapcode รถเช่า นั้นง่ายกว่าที่คิด โดยทั่วไป Car Navi หรือระบบนำทางในรถญี่ปุ่นแทบทุกรุ่นจะมีเมนูสำหรับใส่ Mapcode โดยเฉพาะ

  1. เปิดระบบนำทาง (Car Navi) : สตาร์ทรถและรอให้ระบบนำทางบูตเครื่อง
  2. ตั้งค่าภาษา: หากคุณไม่ถนัดภาษาญี่ปุ่น ให้มองหาปุ่ม “Menu” (เมนู) หรือ “Settings” (ตั้งค่า) และเปลี่ยนภาษาเป็น “English” (ภาษาอังกฤษ) รถเช่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีเมนูภาษาอังกฤษรองรับ
  3. ค้นหาเมนู Mapcode : ไปที่หน้าจอหลักของการค้นหาจุดหมาย (Destination Search)
  4. เลือก “Mapcode”: มองหาปุ่มที่เขียนว่า “Mapcode” หรือ “Mapcode Search” (บางรุ่นอาจอยู่ในเมนู “Search by Code” หรือ “อื่นๆ”)
  5. ป้อนรหัส Mapcode : หน้าจอจะแสดงแป้นตัวเลข ให้คุณพิมพ์ชุดตัวเลข Mapcode ที่เตรียมมา
    • ข้อควรระวัง : หาก Mapcode ของคุณมีเครื่องหมายดอกจัน (*) เช่น 161 272 349*22 ให้มองหาปุ่ม “*” หรือ “Star” ในแป้นพิมพ์แล้วกดให้ถูกต้อง (บางรุ่นอาจไม่ต้องใส่ ระบบจะเว้นวรรคให้เอง)
    • ตรวจสอบตัวเลขให้ถูกต้องทุกหลักก่อนกดยืนยัน
  6. ยืนยันจุดหมาย : ระบบจะแสดงชื่อสถานที่และตำแหน่งบนแผนที่ ให้คุณตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ (เช่น ชื่อสถานที่ตรงกัน, อยู่ในเมืองที่ถูกต้อง)
  7. เริ่มนำทาง : กดยืนยัน (Confirm/Set Destination) และเริ่มต้นการเดินทางได้เลย

การใช้ mapcode japan car navigation จะช่วยตัดปัญหาการพิมพ์ชื่อสถานที่ด้วยภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษที่สะกดไม่ตรงกัน ทำให้การนำทางแม่นยำและรวดเร็วกว่าการใส่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์มาก

คุณอาจยังสงสัยว่า ทำไมต้องใช้ Mapcode ในเมื่อเราก็ใช้เบอร์โทรศัพท์หรือ Google Maps นำทางได้? ข้อดี Mapcode ที่ชัดเจนซึ่งทำให้มันยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการขับรถในญี่ปุ่น :

  1. ความแม่นยำสูง (ระดับ 1-3 เมตร) :
    • Mapcode ระบุพิกัดได้ละเอียดถึง “ปากทางเข้าที่จอดรถ” ไม่ใช่แค่ “บริเวณรอบ ๆ” เหมือน Google Maps
    • การใส่เบอร์โทรศัพท์อาจพาคุณไปที่ “สำนักงาน” ซึ่งอาจอยู่คนละที่กับ “ตัวร้านอาหาร” หรือ “สถานที่ท่องเที่ยว”
  2. ใช้งานได้โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต :
    • นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด ระบบ Car Navi ในรถเช่าใช้สัญญาณดาวเทียม GPS ร่วมกับฐานข้อมูล Mapcode ที่ติดตั้งมาในเครื่อง
    • คุณไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณมือถือหรือ Pocket WiFi (ซึ่งอาจอับสัญญาณในพื้นที่ห่างไกล เช่น บนภูเขา หรือในอุโมงค์) ก็สามารถนำทางได้อย่างแม่นยำ
  3. เหมาะกับพื้นที่ชนบทและสถานที่ไม่มีที่อยู่ :
    • สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ, จุดชมวิว, ไร่สตรอว์เบอร์รี, หรือร้านกาแฟลับกลางป่า มักไม่มีที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ชัดเจน แต่ทุกที่มี Mapcode
  4. ง่ายและรวดเร็ว :
    • การพิมพ์ตัวเลข 9-12 หลัก รวดเร็วกว่าการพยายามสะกดชื่อสถานที่ยาวๆ ด้วยภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษในระบบ Car Navi แน่นอน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเปรียบเทียบ mapcode กับ gps จึงเห็นได้ชัดว่า Mapcode ไม่ได้มาแทนที่ แต่เป็นเครื่องมือ “เสริม” ที่จะอุดช่องโหว่ของระบบนำทางอื่น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพื่อการวางแผนทริปที่สมบูรณ์แบบ คุณควรมีเครื่องมือเหล่านี้ติดตัวไว้สำหรับค้นหาและจัดการ Mapcode :

  1. Mapion.jp : เว็บไซต์แผนที่อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ที่ให้ข้อมูล Mapcode แม่นยำที่สุด
  2. Japan Mapcode (japanmapcode.com) : (ภาษาอังกฤษ) ใช้งานง่ายที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ เพียงคลิกบนแผนที่ก็จะได้ Mapcode ทันที
  3. NAVITIME (Japan Travel App) : แอป mapcode ที่ครบเครื่องเรื่องการเดินทางในญี่ปุ่น ทั้งรถไฟ รถบัส และการขับรถ (มีฟีเจอร์ค้นหา Mapcode ในเวอร์ชันเสียเงิน)
  4. Google Maps (ใช้เสริม) : ใช้สำหรับค้นหาสถานที่เบื้องต้น (เช่น ดูรีวิว, เวลาเปิด-ปิด) จากนั้นจึงนำชื่อสถานที่ไปค้นหา Mapcode ในเว็บอื่น

สำหรับนักขับมือใหม่ที่กังวลเรื่องการใช้ mapcode ญี่ปุ่น มือใหม่ นี่คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้คุณใช้งานได้คล่องขึ้น :

  • เตรียม Mapcode ล่วงหน้า : นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด! ก่อนเดินทาง ให้คุณลิสต์ mapcode สถานที่เที่ยวญี่ปุ่น ทั้งหมดที่จะไป ลงในไฟล์ Excel หรือ Google Maps (บันทึกใน My Maps) หรือจดไว้ในสมุดโน้ต
  • บันทึกไว้ในมือถือ (Offline) : แคปหน้าจอ Mapcode ที่ค้นหาไว้ หรือจดในแอป Note ที่เปิดแบบออฟไลน์ได้ เผื่อในกรณีที่อินเทอร์เน็ตใช้การไม่ได้
  • ตรวจสอบชื่อสถานที่ซ้ำ : หลังจากใส่ Mapcode ใน Car Navi แล้ว ระบบจะแสดงชื่อสถานที่ปลายทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นชื่อที่ถูกต้องก่อนกดเริ่มนำทาง
  • อย่าสับสนกับเบอร์โทรศัพท์ : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังป้อนรหัสในช่อง “Mapcode” ไม่ใช่ช่อง “Phone Number”

“แค่เตรียมตัวเล็กน้อย การใช้ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น mapcode ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณทันที”

จากข้อมูลทั้งหมด คงสรุปได้ไม่ยากว่า Mapcode คืออะไร? มันคือ “กุญแจสำคัญ” ที่จะทำให้การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นของคุณง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และแม่นยำขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประโยชน์ 3 ข้อหลักที่ทำให้ Mapcode ยังคงจำเป็น ความแม่นยำสูง พาคุณไปถึงหน้าประตู ไม่ใช่แค่ “แถว ๆ” ใช้งานง่าย แค่พิมพ์ตัวเลข ไม่ต้องปวดหัวกับการสะกดชื่อ ออฟไลน์ 100% ไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล

อธิบาย Mapcode คืออะไร พร้อมวิธีหา Mapcode และวิธีใช้ในรถเช่าญี่ปุ่น (Car Navigation) คู่มือฉบับเต็มสำหรับคนขับรถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังวางแผน “ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น” และต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง Trip Japan Online ขอแนะนำให้คุณใช้ Mapcode ควบคู่ไปกับการวางแผนเส้นทาง และหากคุณกำลังมองหาบริการเช่ารถในญี่ปุ่นที่เชื่อถือได้ อย่าลืมแวะชม บริการจองรถเช่าญี่ปุ่น ราคาพิเศษ จาก Trip Japan Online

“บันทึกลิงก์บทความนี้เก็บไว้อ่านก่อนเดินทาง รับรองว่าทริปขับรถครั้งหน้าของคุณในญี่ปุ่น จะไม่มีคำว่า “หลงทาง” อีกต่อไป!”

  • ถาม : Mapcode ใช้งานฟรีหรือไม่?
  • ตอบ : ฟรี! ตัว Mapcode เป็นรหัสที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี และระบบนำทาง (Car Navigation) ในรถเช่าส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นก็มีฟังก์ชันนี้ติดตั้งมาให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอยู่แล้ว
  • ถาม : ถ้าไม่มี Mapcode ขับรถในญี่ปุ่นได้ไหม?
  • ตอบ : ได้แน่นอน คุณยังสามารถใช้ Google Maps (หากมีอินเทอร์เน็ต) หรือการป้อนเบอร์โทรศัพท์ของสถานที่ใน Car Navi ได้ แต่ในหลายพื้นที่ (โดยเฉพาะต่างจังหวัด) Mapcode จะให้ความแม่นยำที่สูงกว่าและลดโอกาสหลงทางได้ดีกว่ามาก
  • ถาม : Google Maps ในญี่ปุ่นใช้ Mapcode ได้หรือไม่?
  • ตอบ : โดยตรงไม่ได้ คุณไม่สามารถป้อน Mapcode ลงในช่องค้นหาของ Google Maps เพื่อนำทางได้ (และ Google Maps ก็ไม่แสดง Mapcode ของสถานที่ด้วย) คุณต้องใช้ Google Maps เพื่อหาสถานที่ แล้วนำชื่อสถานที่ไปค้นหา Mapcode จากเว็บตัวกลาง เช่น japanmapcode.com เพื่อนำไปใช้ใน Car Navi ของรถเช่า
  • ถาม : ต้องใช้เครื่องหมาย * (ดอกจัน) ใน Mapcode เสมอไปหรือไม่?
  • ตอบ : Mapcode แบบละเอียด (HR-Mapcode) อาจมีเครื่องหมาย * ตามหลังเพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำยิ่งขึ้น หากคุณได้รหัสที่มี * มา ก็ควรใส่ในระบบนำทางให้ครบถ้วน โดยมองหาปุ่ม * หรือ “Star” บนแป้นพิมพ์ของ Car Navi