Skip to content
Home » ไปญี่ปุ่นซื้ออะไรดี? รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ ราคาถูก อัปเดตปี 2026

ไปญี่ปุ่นซื้ออะไรดี? รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ ราคาถูก อัปเดตปี 2026

  • admin 
รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ คัดมาให้ครบทั้งขนม เครื่องสำอาง และยา ราคาถูก ชี้เป้าพิกัดร้านดังทีห้ามพลาด

วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองในปี 2026 นี้ นอกจากเรื่องที่พักและการเดินทางแล้ว คำถามสำคัญที่นักช้อปทุกคนต้องเจอคือ “ไปญี่ปุ่นซื้ออะไรดี?” เพราะญี่ปุ่นขยันออกไอเทมใหม่ ๆ มาดักทางเราตลอดเวลา บทความนี้เราจึงได้ “รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ” แบบฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2026 มาให้ครบทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่ขนมยอดฮิตที่หาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อ เครื่องสำอางนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เข้าไทย ไปจนถึงยาสามัญประจำบ้านตัวเด็ดที่คัดมาแล้วว่าคุ้มค่าและราคาถูกจริง

สำหรับนักท่องเที่ยวสายที่ชอบวางแผนเอง ลิสต์นี้จะช่วยให้คุณช้อปได้อย่างมือโปรโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินหาให้เหนื่อย เพราะเราไม่ได้แค่แนะนำของดี แต่ยังรวมพิกัดร้านดังและเทคนิคการทำ Tax Free ในปี 2026 ที่จะช่วยให้คุณประหยัดงบได้มากขึ้น เตรียมเซฟลิสต์นี้ไว้ในมือถือ แล้วมาดูกันว่ามีไอเทมไหนบ้างที่ “ของมันต้องมี” จนต้องหิ้วกลับไทยให้เต็มกระเป๋า!

การอัปเดตเทรนด์ “ขนมญี่ปุ่น” ปี 2026 พบว่าความนิยมถูกแบ่งออกเป็นสองสายชัดเจน คือ “สายสุขภาพ” และ “สายพรีเมียมเฉพาะฤดูกาล” ซึ่งการเลือกซื้อขนมในญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุดคือการมองหาสัญลักษณ์ “Limited Edition” หรือ “Seasonal” ที่วางขายเฉพาะช่วงเวลานั้น ๆ

การเดินเข้าร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น (Combini) ในปี 2026 ยังคงตื่นตาตื่นใจเสมอ เพราะนอกจากของกินที่เป็นตำนานขึ้นหิ้งแล้ว ยังมีไอเทมใหม่ ๆ ที่คัดมาแล้วว่าคุ้มค่าและอร่อยจนต้องบอกต่อ เซฟลิสต์นี้ไว้ไปลองตามได้เลย :

  • Ohayo Jersey Milk Pudding (พุดดิ้งนมเจอร์ซีย์) : ไอเทมระดับตำนานที่ยังคงมีลมหายใจ อร่อยจนต้องขึ้นหิ้งบูชา เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มจนอยากจะซื้อถุงฟอยล์หิ้วกลับบ้านกันเลยทีเดียว
  • Ohayo Brulee (ไอติมบรูเล่) : ต้องกินอย่างน้อยทริปละ 1 ถ้วย! ความหอมของคาราเมลผสานกับครีมเนียนละมุน เป็นความหวานที่อร่อยเกินไปจริง ๆ และในปี 2026
  • Ichigo Milk (นมสตรอว์เบอร์รี่ผสมเนื้อ) : นมในตำนานที่ไว้ใจได้เสมอต้นเสมอปลาย มีเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ให้เคี้ยวเพลิน ๆ ถึง 20% ใครชอบนมสตรอว์เบอร์รี่ห้ามพลาด
  • Glico Ice no Mi (ไอติมลูกบอล) : รสองุ่นม่วง+เขียว ยังอร่อยสดชื่นเหมือนเดิม ส่วนรสใหม่สตรอว์เบอร์รี่+นม ให้ฟีลเหมือนกินนมสตรอว์เบอร์รี่ปั่น ยิ่งกินช่วงอากาศหนาว ๆ ยิ่งแซ่บ
  • แซนวิชญี่ปุ่น (Sandwiches) : แซนวิชในเซเว่นและลอว์สันไว้ใจได้เสมอ โดยเฉพาะไส้ทงคัตสึที่ให้เนื้อมาแบบเน้น ๆ
  • Suntory Tokusui (น้ำลดไขมัน) : สำหรับสายสุขภาพหรือคนที่กังวลเรื่อง BMI น้ำขวดนี้รสชาติเหมือนน้ำเปล่าเป๊ะ ดื่มเอาสบายใจ ช่วยลดไขมันหน้าท้อง ดื่มวนไปจิตไม่ตกเวลาช้อปของกินเยอะ

นอกจากของกินเล่นหน้าตู้แช่แล้ว “ขนมของฝากญี่ปุ่น” ในปี 2026 ยังมีไอเทม และสินค้าลิมิเต็ดที่หิ้วกลับไปฝากใครก็ประทับใจแน่นอน :

  • ถั่วพิทาชิโอะ Sennarido : ของฝากยอดฮิตร มีทั้งรสธรรมดาและรสวาสาบิที่เคี้ยวเพลินจนหยุดไม่อยู่
  • กัมมี่โคโรโระ (UHA Kororo) : กัมมี่เนื้อหนึบหอมอร่อย เป็นของฝากที่เจอได้ในทุกตะกร้าของนักท่องเที่ยว
  • KitKat Seasonal : คอลเลกชันพิเศษที่ขายเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูหนาว เช่น รสซากุระ และมัทฉะลาเต้
  • Black Thunder Mini Bar : ช็อกโกแลตแท่งกรุบกรอบในตำนานที่หยิบมาแจกเพื่อนที่ออฟฟิศได้สะดวกมาก
  • Meiji Apollo Mt. Fuji Edition : ช็อกโกแลตเลเยอร์ 3 ชั้นรูปภูเขาไฟฟูจิ มีทั้งรสสตรอว์เบอร์รี่และชาเขียว
  • Pocky Japan Limited : ป๊อกกี้รสชาติพิเศษเฉพาะช่วงเวลา เช่น รสส้มเซโตะอุจิ, องุ่นชินชู, และเมลอนยูบาริ
  • ช็อกโกแลต Rummy & Bacchus : สำหรับสายที่ชอบรสชาติผู้ใหญ่ด้วยส่วนผสมของแอลกอฮอล์นิดๆ หวานหอมมัน

นอกเหนือจากขนมแล้ว “เครื่องปรุงรสและชาเขียวญี่ปุ่น” คือหมวดที่นักท่องเที่ยวไทยสายทำอาหารห้ามพลาด เพราะนอกจากราคาจะถูกกว่าซื้อที่ไทยแล้ว หลายตัวยังเป็น “ไอเทมระดับตำนาน” ที่ช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นแบบก้าวกระโดด :

  • ซอสไข่ดาวในตำนาน (Teraoka Tamago Kakeru Shoyu) : ไอเทมที่ต้องมีติดบ้าน แค่เหยาะใส่ไข่ดาวแบบไม่สุก กลิ่นจะหอมนวลและนัวมาก
  • น้ำมันพริกผสมกระเทียมเจียว (Momoya Taberu Rayu) : ตัวนี้การันตีว่าโครตอร่อย! ให้ฟีลกระเทียมเจียวกรุบกรอบในน้ำมันพริก เอามาคลุกข้าวสวยร้อนๆ หรือผัดกับข้าวก็เข้ากันสุดๆ
  • ผงปรุงรส Horinishi (Outdoor Spice) : สำหรับสายแคมป์ปิ้งหรือสายทำสเต็ก ซีรีส์นี้รสชาติเข้มข้นที่สุด มีให้เลือกตั้งแต่รสออริจินัลไปจนถึงแบบเผ็ด
  • มัทฉะนม Tsujiri (Uji Matcha Milk) : แบรนด์ดังจากเกียวโตที่คนไทยฮิตมาก มีทั้งสูตรปกติและสูตรเข้มข้น (Double Rich) กลิ่นชาหอมนัวนมมาก
  • ชาเขียวสำเร็จรูป Oi Ocha (Instant Green Tea with Matcha) : ชงง่ายละลายได้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น เหมาะสำหรับคนรีบๆ แต่อยากได้รสชาติชาเขียวแท้ ๆ

เทรนด์บิวตี้ในปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การสร้างงานผิวสุขภาพดี (Glass Skin) และการปกป้องปราการผิว (Skin Barrier) ซึ่ง “สกินแคร์ญี่ปุ่น” ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมเหล่านี้ในราคาที่จับต้องได้ง่าย หากคุณเดินเข้าร้านยาญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จะหยิบอะไร ให้มองหาสติกเกอร์รางวัล “@cosme” สีทองหรือสีเงิน เพราะนั่นคือการันตีว่านี่คือไอเทมที่คนญี่ปุ่นใช้จริงและรีวิวว่าดีมาก

สินค้าหมวดดูแลผิวพื้นฐานคือสิ่งที่ควรซื้อกลับที่สุด เพราะราคาที่ญี่ปุ่นมักจะถูกกว่าไทยประมาณ 30-50% :

  • Hadalabo Premium : ทั้งสูตร Shirojyun และ Gokujyun แนะนำให้ซื้อที่ญี่ปุ่นเพราะราคาดีมากและเป็นสูตรอัปเดตล่าสุดที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นได้ล้ำลึก
  • Sekkisei Brightening Essence Lotion : น้ำตบผิวขาวในตำนานจาก Kose ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและเนียนนุ่ม
  • Elixir Skincare : แบรนด์พรีเมียมที่มีไอเทมเด็ดอย่าง The Serum, Retinol Power และ UV Firming Cream ที่เน้นเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิว
  • มาส์กหน้า Keana : โดยเฉพาะมาส์กข้าว (Keana Rice Mask) ตัวดังที่ได้รับรางวัล @cosme มีส่วนผสมจากข้าวหมักญี่ปุ่น 100% ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและกระชับรูขุมขน มีทั้งแบบแผ่นและแบบทาแล้วล้างออก
  • pdc Wafood Made Sake Lees Pack : มาส์กที่มีสารสกัดจากกากสาเกญี่ปุ่น ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและขาวกระจ่างใสแบบธรรมชาติ
  • Skin Aqua Serum UV (Rohto) : ครีมกันแดด SPF 50+ PA++++ ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอน เหมาะสำหรับคนผิวแห้งมากและที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ถ้าพูดถึง “เครื่องสำอางญี่ปุ่นถูกและดี” แบรนด์ในร้านยาคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด :

  • CANMAKE : งานผิวละมุนสไตล์คาวาอี้ บลัชออนเนื้อครีมสุดฮิตที่เปลี่ยนเป็นแป้งทันทีเมื่อสัมผัสผิว ให้ลุคแก้มระเรื่อเป็นธรรมชาติ พาเลตต์อายแชโดว์ 5 เฉดสีในตลับเดียว ที่มีทั้งเนื้อแมตต์และชิมเมอร์ ช่วยให้แต่งตาได้หลายสไตล์ในราคาประหยัด
  • Cezanne : เน้นความคุ้มค่าและผิวเนียนสวย เบสปรับสภาพผิวในตำนานที่ช่วยคุมมันและทำให้เมคอัพติดทนตลอดวัน
  • KATE Tokyo : มือโปรเรื่องงานคิ้วและตา อายไลเนอร์ ขึ้นชื่อเรื่องหัวแปรงที่เรียวเล็กและเส้นที่คมกริบ ไม่แพนด้าระหว่างวัน ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น ไอเทมยอดนิยมที่ช่วยสร้างมิติให้คิ้วดูฟุ้งสวยแบบมืออาชีพ
  • Kiss Me Heroine Make : มาสคาร่าและอายไลเนอร์ การันตีความติดทนนานและกันน้ำแบบขั้นเทพ ไม่ว่าจะโดนเหงื่อหรือน้ำตา ก็ยังคงความสวยเป๊ะได้ตลอดวัน
  • แป้งเด็ก Shiseido Medicated Baby Powder (Pressed) : แป้งอัดแข็งสูตรอ่อนโยนที่หลายคนตามหา ช่วยคุมความมันและเซตผิวหลังลงกันแดดได้เป็นอย่างดี

การแวะร้านยาญี่ปุ่น (Drugstore) เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไทยพลาดไม่ได้ เพราะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย สำหรับ ยาญี่ปุ่นน่าซื้อ และ อาหารเสริมญี่ปุ่น ในปี 2026 มีหลายไอเทมที่ยังคงครองแชมป์ความนิยมและบางส่วนที่มีการปรับปรุงสูตรให้ดีขึ้น

นอกจากการช้อปปิ้งเพื่อความงามแล้ว ยาสามัญประจำบ้านของญี่ปุ่นยังขึ้นชื่อเรื่องการ “เห็นผลเร็ว” และ “พกพาสะดวก” ซึ่งเหมาะมากสำหรับซื้อติดกระเป๋าเดินทางหรือซื้อกลับไปเป็นของฝากให้ผู้ใหญ่ที่บ้าน

ไอเทมกลุ่มนี้คือของต้องมีสำหรับสายเที่ยวเองที่ต้องเดินเยอะจนปวดเมื่อย :

  • แผ่นแปะกอเอี๊ยะ Roihi-Tsuboko (กอเอี๊ยะเหรียญทอง) : แผ่นแปะทรงกลมขนาดเล็กที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดปวดเฉพาะจุดได้ดีเยี่ยม มีทั้งสูตรร้อนและสูตรเย็น
  • Hisamitsu Salonpas : สูตรใหม่ ๆ ในปี 2026 จะเน้นแผ่นที่บางและยืดหยุ่นสูง แปะแล้วเรียบเนียนไปกับผิว ไม่หลุดง่ายแม้เดินเยอะ
  • EVE Quick / EVE Quick DX : ยาแก้ปวดหัวและปวดประจำจำวันที่คนไทยนิยมที่สุด เพราะออกฤทธิ์เร็วและไม่กัดกระเพาะ (แนะนำให้สังเกตแถบสีน้ำเงิน/ทองสำหรับสูตรที่ออกฤทธิ์เร็วเป็นพิเศษ)

“อาหารเสริมญี่ปุ่น” มักจะทำออกมาในรูปแบบแพ็กเกจที่พกง่ายและราคาย่อมเยา :

  • DHC Vitamins : แบรนด์ยอดนิยมที่หาซื้อได้แทบทุกที่ แนะนำวิตามิน C, B-Mix และ Zinc ซึ่งราคาที่ญี่ปุ่นจะถูกกว่าไทยเกือบ 50% เมื่อซื้อแบบแพ็ก 60 หรือ 90 วัน
  • Chocola BB : เน้นเรื่องการบำรุงผิวจากภายใน และช่วยแก้ปัญหาเรื่องแผลในปากหรืออาการเหนื่อยล้าสะสม
  • Fancl Good Choice : อาหารเสริมที่แบ่งตามช่วงอายุ (20+, 30+, 40+) ซึ่งรวมวิตามินที่จำเป็นในแต่ละวันมาให้ในซองเดียว สะดวกมากสำหรับคนเที่ยวเองที่ไม่ต้องการพกกระปุกยาเยอะ ๆ

ยาญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความกินง่าย โดยเฉพาะแบบผงที่ละลายเร็ว :

  • Pabron Gold A (ยาผงสีทอง) : ยาสามัญประจำบ้านที่ครอบคลุมอาการหวัด คัดจมูก และเจ็บคอ เป็นไอเทมที่คนไทยซื้อซ้ำบ่อยที่สุด
  • Ryukusan Direct : ยาแก้ไอและบรรเทาอาการเจ็บคอแบบผงที่ไม่ต้องดื่มน้ำตาม มีรสผลไม้ (พีช, มิ้นต์, บลูเบอร์รี่) พกพาง่ายและช่วยให้ชุ่มคอได้ทันที
  • แผ่นเจลลดไข้และยาทาแก้คัน Muhi : สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Muhi ทั้งแบบน้ำทาแก้คันและแผ่นแปะลดไข้ลายการ์ตูน คือสิ่งที่ควรมีติดบ้านไว้เสมอ

แม้ยาญี่ปุ่นจะหาซื้อได้ง่าย แต่หากคุณมีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาบางประเภท ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้าน (ซึ่งส่วนใหญ่มีป้ายบอกชัดเจน) หรือใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาช่วยสแกนส่วนประกอบก่อนซื้อนะ

หากพูดถึง “ของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ” จะขาดแก๊งตัวการ์ตูนจาก Sanrio ไปไม่ได้เลย ในปี 2026 เทรนด์ความนิยมของ Kuromi, Cinnamoroll และ Pochacco ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ซึ่งการไปช้อปที่ญี่ปุ่นคุณจะได้พบกับไอเทมที่ “หาซื้อที่ไทยไม่ได้” ในราคาที่เป็นมิตรสุด ๆ :

  • Sanrio Gift Gate & Sanrio Store : คือพิกัดที่คุณต้องไป! ที่นี่จะมีสินค้า Exclusive ที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น เช่น ตุ๊กตาชุดกิโมโน, พวงกุญแจคอลเลกชันประจำจังหวัด (Local Sanrio) หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กดีไซน์น่ารัก
  • Art Toys & Blind Boxes (กล่องสุ่ม) : ในปี 2026 กระแสกล่องสุ่ม Sanrio ในญี่ปุ่นนั้นพัฒนาไปไกลมาก มีทั้งคอลเลกชันที่คอลแล็บกับศิลปินชื่อดัง หรือกล่องสุ่มของใช้ชิ้นจิ๋วที่น่าสะสม ราคาที่ญี่ปุ่นมักจะเริ่มที่หลักร้อยบาทต้น ๆ ซึ่งถูกกว่าไทยเกือบครึ่ง
  • Sanrio x Don Quijote : หากอยากได้ของราคาถูกลงมาหน่อย เช่น ชุดนอน, ถุงเท้า หรือเครื่องเขียนลาย Sanrio ให้แวะไปที่ดองกี้ มักจะมีโซนสินค้า Sanrio ราคาพิเศษที่เหมาะสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากเพื่อนจำนวนมาก
  • Sanrio x Daiso/Seria : อย่าดูถูกร้าน 100 เยนเชียวครับ! เพราะคุณจะเจอของใช้น่ารักๆ เช่น ถุงซิปล็อก, สติกเกอร์ หรืออุปกรณ์ทำครัวลาย Hello Kitty และ My Melody ในราคาเพียง 100 เยน (ประมาณ 25-30 บาท) เท่านั้น

การช้อปปิ้งในญี่ปุ่นปี 2026 มีความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยระบบจ่ายเงินดิจิทัลและคูปองออนไลน์ แต่การรู้ว่าร้านไหนเด่นเรื่องอะไรจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าได้มาก

ของถูกที่เปิด 24 ชม. ถ้าคุณมีเวลาจำกัดหรืออยากช้อปตอนดึก “ดองกี้” คือคำตอบเดียวที่ครอบคลุมทุกอย่าง :

  • จุดเด่น : มีทุกอย่างตั้งแต่ขนม, เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า ไปจนถึงสินค้าแบรนด์เนมมือสอง และเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ทำไมถึงถูก : ดองกี้มักจะรับสินค้าจำนวนมากมาสต็อกทำให้ทำราคาได้ต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป
  • Tip สำหรับคนเที่ยวเอง : อย่าลืมใช้ “Donki Coupon” แบบดิจิทัล ซึ่งในปี 2026 นี้สามารถสแกนผ่านมือถือเพื่อรับส่วนลดเพิ่ม 5% เมื่อช้อปครบตามยอดที่กำหนด (นอกเหนือจาก Tax Free 10%)

ร้านยา (Drugstore) ในญี่ปุ่นไม่ได้ขายแค่ยา แต่เป็นแหล่งรวมสกินแคร์ที่ใหญ่ที่สุด :

  • Matsumoto Kiyoshi : หาง่ายที่สุดเพราะมีสาขาอยู่หน้าสถานีรถไฟเกือบทุกแห่ง สินค้าครบครัน แต่ราคาในย่านท่องเที่ยวอาจสูงกว่าร้านที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย
  • Sundrug : มักจะเป็นขวัญใจของคนไทยที่เน้นความคุ้มค่า เพราะหลายสาขามีราคา “ยาสามัญและสกินแคร์” ถูกกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด
  • วิธีเปรียบเทียบราคา : แนะนำให้เช็กราคาสินค้าตัวที่อยากได้จากร้านแถวที่พักก่อน หากเจอร้านที่มีป้ายสีเหลือง (Discount Tag) จำนวนมาก นั่นคือแหล่งขุมทรัพย์ของคุณครับ

ในยุคที่ค่าครองชีพปรับตัว ร้าน 100 เยนยังคงเป็นที่พึ่งของนักท่องเที่ยว :

  • Daiso : เน้นความหลากหลายและของใช้ที่มีประโยชน์ ในปี 2026 มีโซนสินค้า Standard Products ที่ดีไซน์มินิมอลแต่ราคาเริ่มต้นเพียง 300 เยน
  • Seria : หากคุณชอบของกุ๊กกิ๊ก งานฝีมือ หรือของแต่งบ้านที่ดูแพงเกินราคา ต้องมาร้านนี้ เพราะสินค้าที่นี่เน้นดีไซน์สวยงาม กว่าร้านอื่น
  • Can Do : มักจะมีสินค้าคอลแล็บกับตัวการ์ตูนดังๆ หรือคาแรกเตอร์ญี่ปุ่นที่เป็นกระแสในตอนนั้น เหมาะสำหรับหาของฝากน่ารัก ๆ ในงบประหยัด

การทำเรื่องคืนภาษี (Tax Refund) ในปี 2026 ส่วนใหญ่จะเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด เพียงแค่ยื่นพาสปอร์ตตอนชำระเงิน ร้านค้าจะหักภาษี 10% ให้ทันที (เมื่อช้อปครบ 5,000 เยนขึ้นไป) ไม่ต้องไปเข้าคิวขอคืนที่สนามบินให้เสียเวลา

ในปี 2026 ญี่ปุ่นเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การเตรียมตัวผ่านแอปพลิเคชันและเข้าใจกฎระเบียบใหม่จะช่วยให้คุณช้อปได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

เทคนิค! การช้อปปิ้งในญี่ปุ่น 2026 ให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด ญี่ปุ่นเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การเตรียมตัวผ่านแอปพลิเคชันและเข้าใจกฎระเบียบใหม่จะช่วยให้คุณช้อปได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

ปัจจุบันญี่ปุ่นใช้ระบบ Digital Tax Refund ซึ่งสะดวกมากสำหรับนักท่องเที่ยว :

  • เงื่อนไขพื้นฐาน : ต้องมียอดซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไป (ไม่รวมภาษี) ในร้านค้าเดียวกันและวันเดียวกัน
  • เอกสารที่ต้องใช้ : พาสปอร์ตตัวจริง (ต้องมีสติกเกอร์การเข้าเมืองแบบชั่วคราว) หรือในบางร้านสามารถใช้ QR Code จาก Visit Japan Web แทนการโชว์พาสปอร์ตได้แล้ว
  • ขั้นตอนการทำ :
    • 1. มองหาป้าย “Tax-Free” ก่อนชำระเงิน
    • 2. ยื่นพาสปอร์ตให้พนักงานสแกนข้อมูลเข้าระบบของกรมศุลกากรญี่ปุ่น (ไม่มีการเย็บใบเสร็จลงในเล่มพาสปอร์ตแล้ว)
    • 3. ชำระเงินในราคาที่หักภาษี 10% ออกทันที หรือไปรับเงินคืนที่เคาน์เตอร์ Tax Refund ภายในห้าง
  • ข้อควรระวัง : สินค้าอุปโภคบริโภค (ขนม, ยา, สกินแคร์) จะถูกใส่ “ถุงซีลพิเศษ” **ห้ามแกะใช้ในญี่ปุ่น หากแกะแล้วอาจต้องเสียภาษีคืนที่สนามบิน

นอกจากการยกเว้นภาษี 10% คุณยังสามารถลดเพิ่มได้อีก 5-7% ด้วยคูปองเหล่านี้ :

  • Don Quijote (ดองกี้) : ใช้ส่วนลด “Digital Coupon” ผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแอปของดองกี้ เมื่อช้อปครบ 10,000 เยน ลดเพิ่มทันที 5% (นอกเหนือจาก Tax Free)
  • ห้างสรรพสินค้า (Daimaru, Takashimaya, Isetan) : ให้นำพาสปอร์ตไปที่แผนก Customer Service เพื่อขอรับ “Guest Card” จะได้รับส่วนลดทันที 5% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ
  • ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า (Bic Camera, Yodobashi Camera) : มักมีคูปองส่วนลดพิเศษ 7% สำหรับนักท่องเที่ยวเมื่อจ่ายด้วยบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (เช่น Visa, JCB)

แนะนำร้านค้าใกล้สถานีรถไฟใหญ่หรือสนามบิน สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวเอง การแบกของหนักตลอดทริปไม่ใช่เรื่องสนุก แนะนำให้เก็บการช้อปของชิ้นใหญ่ไว้ในวันสุดท้าย :

  • ย่านอุเอโนะ (Ueno) : แหล่งรวมของฝากราคาถูกที่ตลาด Ameyoko และมีร้านดองกี้ขนาดใหญ่ เดินทางไปสนามบินนาริตะด้วย Skyliner ได้สะดวกมาก
  • ย่านนัมบะ (Namba) : สำหรับคนกลับจากสนามบินคันไซ มีห้าง Takashimaya และร้านยาเพียบ พร้อมรถไฟ Nankai Rapit ส่งตรงถึงสนามบิน
  • Rinku Town Outlet : พิกัดช้อปปิ้งสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องที่สนามบินคันไซ รวมแบรนด์เนมราคาถูกและสินค้าไลฟ์สไตล์เพียบ
  • บริการส่งของ (Ta-Q-Bin) : หากซื้อของเยอะเกินไป สามารถใช้บริการส่งกระเป๋าหรือลังสินค้าจากโรงแรมตรงไปที่สนามบินได้เลย (ควรเผื่อเวลาส่งอย่างน้อย 1-2 วัน)
  • พกพาสปอร์ตตัวจริงติดตัวตลอดเวลา
  • รวมยอดซื้อในร้านเดียวให้เกิน 5,000 เยนเพื่อทำ Tax Free
  • เตรียมเซฟรูปคูปองส่วนลดไว้ในมือถือ หรือสมัครสมาชิกแอปพลิเคชันล่วงหน้า
  • เช็กน้ำหนักกระเป๋าที่ได้รับจากสายการบินเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับส่วนเกิน

มาถึงส่วนสุดท้ายของคู่มือการช้อปปิ้งกันแล้ว การไปญี่ปุ่นแล้วได้ของที่ถูกใจกลับมา ไม่ใช่แค่การซื้อตามรีวิว แต่คือการเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณของคุณจริง ๆ นี่คือสรุปส่งท้ายเพื่อให้ทริปช้อปปิ้งของคุณในปี 2026 นี้สมบูรณ์แบบที่สุด

การเลือกซื้อของในญี่ปุ่นให้ไม่พลาด มีหลักการง่ายๆ ที่นักท่องเที่ยวสายเที่ยวเอง ควรจำไว้คือ “คุณภาพ-ความต่าง-ความคุ้ม”

  • เน้นของที่มีสัญลักษณ์ Limited Edition : สินค้าที่วางขายเฉพาะฤดูกาลหรือเฉพาะสาขา มักจะมีคุณภาพสูงและหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีก
  • เช็กรางวัล @cosme หรืออันดับสินค้าขายดี : หากลังเลใจ ให้เลือกไอเทมที่มีสติ๊กเกอร์การันตีอันดับ เพราะนั่นคือเสียงจากผู้ใช้งานจริงในญี่ปุ่น
  • เปรียบเทียบราคาผ่านแอปพลิเคชัน : สินค้าบางอย่างในไทยอาจมีโปรโมชั่นที่ถูกกว่า ดังนั้นควรเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่ราคาในญี่ปุ่นถูกกว่าอย่างชัดเจน (เช่น แบรนด์ญี่ปุ่นแท้ๆ หรือสินค้าที่ไม่นำเข้าไทย)

ปัญหาที่นักท่องเที่ยวไทยเจอบ่อยที่สุดคือ “น้ำหนักเกิน” และ “กระเป๋าเต็ม” ลองใช้วิธีเหล่านี้ดู :

  • ใช้ถุงสุญญากาศแบบม้วน : ช่วยประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าได้ถึง 50% โดยเฉพาะเมื่อซื้อเสื้อผ้าหรือตุ๊กตาตัวใหญ่
  • พกเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าพกพา : ในปี 2026 สายการบินหลายแห่งเข้มงวดเรื่องน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องมากขึ้น การมีเครื่องชั่งจิ๋วติดตัวจะช่วยให้คุณบริหารจัดการน้ำหนักได้ก่อนถึงเคาน์เตอร์เช็กอิน
  • ห่อของแตกหักง่ายด้วยเสื้อผ้า : หากซื้อเครื่องสำอางแบบขวดแก้วหรือเซรามิก ให้ใช้เสื้อผ้าหนา ๆ ห่อหุ้มและวางไว้ตรงกลางกระเป๋าเพื่อลดแรงกระแทก
  • ใช้บริการส่งของไปสนามบิน : หากช้อปปิ้งหนักมากในวันสุดท้าย แนะนำให้ใช้บริการแมวดำ ส่งลังสินค้าจากโรงแรมไปรอที่สนามบินล่วงหน้า 2 วัน เพื่อให้คุณเดินเที่ยววันสุดท้ายได้ตัวปลิว
ถาม : ไปญี่ปุ่นปี 2026 ซื้ออะไรดีที่สุด?

ตอบ : ไอเทมที่คุ้มค่าที่สุดคือ ขนมยอดฮิต (เช่น KitKat รสพิเศษ), เครื่องสำอาง รางวัล @cosme, ยาสามัญประจำบ้าน (เช่น แผ่นแปะแก้ปวด, ยาผงแก้หวัด) และสินค้าไลฟ์สไตล์ ดีไซน์มินิมอลจากร้าน Loft, Hands หรือ Sanrio & Character Goods
หากพูดถึง “ของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ” จะขาดแก๊งตัวการ์ตูนจาก Sanrio

ถาม : แหล่งช้อปปิ้งของญี่ปุ่นราคาถูกมีที่ไหนบ้าง?

ตอบ : พิกัดราคาประหยัดที่แนะนำคือ Don Quijote (ดองกี้) สำหรับของจุกจิกทั่วไป, ร้านยา Sundrug สำหรับสกินแคร์ราคาถูก และร้าน 100 เยน (Daiso, Seria) สำหรับของใช้ในบ้านและเครื่องเขียน

ถาม : ขั้นตอนการขอ Tax Free ในญี่ปุ่นปี 2026 ทำอย่างไร?

ตอบ : เพียงมียอดซื้อครบ 5,000 เยนขึ้นไป ในวันและร้านเดียวกัน แจ้งพนักงานว่าต้องการทำ Tax Free และยื่นพาสปอร์ตตัวจริงเพื่อหักภาษี 10% ทันทีที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน โดยไม่ต้องไปทำเรื่องที่สนามบิน

ถาม : รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อไปเป็นของฝากยอดนิยมมีอะไรบ้าง?

ตอบ : ของฝากยอดฮิตคือ ขนมกล่องแบรนด์ดัง (เช่น Tokyo Banana, Shiroi Koibito), มาร์กหน้ายกแพ็ก, เครื่องเขียนนวัตกรรมใหม่ และ ผงโรยข้าวรสชาติต่าง ๆ เพราะน้ำหนักเบาและราคาต่อชิ้นไม่แพง

ถาม : ของญี่ปุ่นประเภทไหนที่ห้ามนำเข้าไทยหรือต้องระวัง?

ตอบ : ควรเลี่ยงการซื้ออาหารสด เนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น กุนเชียง, แหนม), ผลไม้สด และสินค้าที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ผิดกฎหมายในไทย รวมถึงต้องระมัดระวังปริมาณของเหลวและแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ตามกฎของสายการบิน

การไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วกระเป๋าไม่งอกกลับมาถือเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ เพราะเสน่ห์ของการช้อปปิ้งที่นั่นไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาที่ถูกกว่าไทย แต่คือ “ความใส่ใจ” ในทุกไอเทมที่เราหยิบใส่ตะกร้า ไม่ว่าจะเป็นขนมตามฤดูกาลหรือยาที่ใช้ดีจนต้องบอกต่อ สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าปี 2026 นี้จะไปญี่ปุ่นดีไหม? ผมบอกเลยว่า “ไปเถอะ” ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อัปเดตตัวเองตลอดเวลา ทุกครั้งที่ไปคุณจะเจอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของอร่อยที่ไม่ซ้ำเดิม และความรู้สึกฟินตอนที่ได้แบกกระเป๋าหนัก ๆ กลับโรงแรมพร้อมรอยยิ้ม

การวางแผนเที่ยวเองอาจจะเหนื่อยหน่อยตอนหาข้อมูล แต่เชื่อเถอะว่าตอนที่คุณได้ยืนเลือกซื้อของที่ชอบในราคาสบายกระเป๋า ความเหนื่อยจะหายเป็นปลิดทิ้งแน่นอน เตรียมพาสปอร์ตให้พร้อม เช็กน้ำหนักกระเป๋าให้ดี แล้วไปเจอกันที่ญี่ปุ่นนะ!

เมื่อได้ลิสต์ “รวมของญี่ปุ่นที่น่าซื้อ” จนครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการวางแผนการเดินทางให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณมีเวลาช้อปปิ้งและท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหลงทางหรือเวลาที่ไม่พอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจัดแพลนเที่ยวกับ Trip Japan Online ถึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับคุณ :

ทำไมการจัดแพลนเที่ยวกับ Trip Japan Online ถึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
  • เลือกสถานที่ท่องเที่ยวได้ตามสไตล์คุณ : ไปญี่ปุ่นทั้งทีต้องได้เที่ยวในแบบที่ชอบ! คุณสามารถเลือกแพลนเที่ยวเองได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเดินทางกี่วันหรือเที่ยวแนวไหน เราช่วยให้การวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นของคุณง่ายและสนุกกว่าใครแน่นอน
  • วางแผนระยะเวลาให้คุณเที่ยวสุดคุ้มตลอดทั้งทริป : บอกลาปัญหาการไปเที่ยวกับทัวร์แล้วรู้สึกไม่คุ้มเพราะให้เวลาน้อยเกินไป Trip Japan Online ช่วยจัดสรรเวลาให้คุณอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การคำนวณเวลาเดินทางระหว่างสนามบิน ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึงการจัดสรรเวลาช้อปปิ้งในแต่ละจุดตามความต้องการของคุณ เพื่อให้ทริปนี้ “เรื่องเที่ยวก็ฟิน เรื่องกินก็ปัง”
  • ข้อมูลการเดินทางครบครัน เที่ยวสบายไม่มีหลง : เรามีไกด์มืออาชีพที่คอยจัดสรรแพลนตามความต้องการ รวมถึงวางแผนเที่ยวสุดว้าวสำหรับมือใหม่ ให้คุณเที่ยวได้แบบสบายใจด้วยแหล่งข้อมูลการเดินทางที่ครบถ้วน ทั้งรถบัส รถไฟ เรือ หรือแม้แต่การเช่ารถขับเอง เราแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายที่สุด เพื่อให้คุณเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างมืออาชีพ
  • บริการรถเช่าขับเอง กำหนดเส้นทางที่ชอบ : เอาใจสายลุยที่ชอบขับรถเที่ยวด้วย บริการจองรถเช่าในญี่ปุ่น ที่อำนวยความสะดวกให้คุณเลือกประเภทรถได้ตามจำนวนผู้เดินทาง พร้อมคู่มือการเดินทาง กฎหมาย และเรื่องที่ควรรู้ต่าง ๆ ช่วยให้คุณเริ่มต้นออกเดินทางในเส้นทางที่ชอบได้อย่างสบายใจ
  • แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม : ไม่พลาดทุกจุดเช็คอินสุดฮิต! ไม่ว่าจะเป็นการชมภูเขาไฟฟูจิ, ช้อปปิ้งย่านโตเกียว, เที่ยวเกาะแมว (Cat Island), หรือแช่ออนเซ็นในพิกัดสุดแรร์ เราช่วยชี้เป้าที่เที่ยวใหม่ๆ และที่เที่ยวจำกัดเฉพาะฤดูกาล ให้คุณอินกับญี่ปุ่นได้ตลอดทั้งทริป
  • รวมที่พักหลากสไตล์ ราคาโดนใจ : เพราะการพักผ่อนคือหัวใจของทริป เราจึงรวบรวมที่พักหลายรูปแบบ ทั้งโฮสเทล โรงแรม แคปซูล เรียวกัง หรือบ้านพัก ในทำเลที่ดีและราคาสบายกระเป๋า ครอบคลุมเส้นทางที่คุณอยากไป ช่วยให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกจนวันกลับ

พร้อมไปช้อปปิ้งและเที่ยวญี่ปุ่นให้ฟินกว่าเดิมหรือยัง? ให้เราช่วยออกแบบการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ติดต่อสอบถาม @Tripjapan หรือเริ่มจัดแพลนเที่ยวญี่ปุ่นวันนี้ที่ Trip Japan Online แล้วคุณจะรู้ว่าการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองนั้นง่ายและคุ้มค่าแค่ไหน!