Skip to content
Home » แนะนำ 5 eSIM ญี่ปุ่น ราคาถูก เน็ตไม่จำกัด เริ่มต้นหลักร้อย! พร้อมวิธีตั้งค่าฉบับมือใหม่

แนะนำ 5 eSIM ญี่ปุ่น ราคาถูก เน็ตไม่จำกัด เริ่มต้นหลักร้อย! พร้อมวิธีตั้งค่าฉบับมือใหม่

  • admin 
รวม 5 eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ

วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี 2026 นี้ การเลือกใช้ eSIM ญี่ปุ่น คือทางเลือกที่คุ้มค่าและสะดวกที่สุด เพราะคุณไม่จำเป็นต้องรอรับซิมจริง พก Pocket WiFi หรือการจำกัดเน็ตของโรมมิ่ง ให้หนักกระเป๋า โดยปัจจุบันมีตัวเลือกยอดฮิตที่ให้เน็ตแบบ Unlimited ในราคาประหยัดเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งบทความนี้เราได้คัดสรร 5 แบรนด์ที่ดีที่สุดที่คนไทยนิยมใช้จริง พร้อมสรุปวิธีเลือกแพ็กเกจให้เน็ตแรงเสถียรทั่วประเทศ และขั้นตอนการตั้งค่าฉบับมือใหม่ที่ทำตามได้ง่าย ๆ ใน 5 นาที เพื่อให้ทริปของคุณลื่นไหลตั้งแต่วินาทีแรกที่แลนดิ้ง

ลืมภาพจำเดิม ๆ ที่ต้องคอยเอาเข็มจิ้มถาดซิมกลางสนามบิน หรือกลัวเน็ตไม่พอจากโรมมิ่ง สำหรับสายที่ชอบจัดทริปเอง ความเร็วอินเทอร์เน็ตคือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะใช้เปิด Google Maps นำทางในสถานีรถไฟ หรืออัปเดตสตอรี่เช็คอิน แต่คำถามคือท่ามกลางตัวเลือกนับสิบเจ้าในตลาดตอนนี้ “เจ้าไหนเน็ตแรงจริง?” และ “ซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด?” ตามเรามาดูรีวิวที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ได้เน็ตที่เสถียรที่สุดตลอดทั้งทริปกัน!

การเดินทางต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันอยู่ตลอดเวลา การมีอินเทอร์เน็ตที่เสถียรคือเรื่องสำคัญที่สุด แต่คำถามที่นักท่องเที่ยวเจอบ่อยคือ “จะเลือกใช้อะไรดีระหว่าง eSIM, ซิมการ์ดปกติ, เช่า Pocket WiFi หรือโรมมิ่ง?” เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราสรุปประเด็นสำคัญมาให้แล้ว

ถ้าคุณคือสายเที่ยวเองที่เน้นความคล่องตัว eSIM ญี่ปุ่น คือคำตอบที่มาแรงที่สุดในปี 2026 เพราะมันคือซิมอัจฉริยะที่ฝังอยู่ในเครื่อง ไม่ต้องถอดถาดซิมให้เสี่ยงซิมหลักหาย และไม่ต้องพกเครื่อง Pocket WiFi ให้หนักกระเป๋า แต่ละแบบมีจุดเด่นที่ต่างกันดังนี้ :

  • eSIM : สะดวกที่สุด ซื้อแล้วสแกน QR Code ใช้งานได้ทันที เหมาะกับคนใช้มือถือรุ่นใหม่
  • Physical SIM (ซิมการ์ด) : ชัวร์ที่สุดสำหรับมือถือรุ่นเก่าที่ยังไม่รองรับ eSIM แต่ต้องระวังเรื่องซิมหาย
  • Pocket WiFi : ดีที่สุดสำหรับการไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ 4-5 คน และต้องการแชร์เน็ตหนักๆ แต่ต้องคอยชาร์จแบตและแบกเครื่องไปด้วยตลอดวัน
  • Data Roaming (โรมมิ่ง) : สบายที่สุด ไม่ต้องเปลี่ยนซิมหรือตั้งค่าใหม่ให้วุ่นวาย ใช้เบอร์เดิมรับสายและ OTP ได้ตลอดทริป เหมาะกับทริปสั้น ๆ หรือคนที่ต้องติดต่อธุระสำคัญ แต่ราคาแพ็กเกจมักจะสูงกว่าตัวเลือกอื่น และเน็ตจำกัด

การวางแผนเที่ยวเอง ต้องการความยืดหยุ่นสูง ซึ่ง eSIM ตอบโจทย์นี้ได้ครบถ้วน :

  1. ซื้อปุ๊บ ใช้ปั๊บ : ไม่ต้องรอส่งไปรษณีย์ ไม่ต้องไปต่อแถวรอรับเครื่องที่สนามบินญี่ปุ่น ซื้อผ่านหน้าเว็บหรือแอปแล้วรับ QR Code ทางอีเมลได้ทันที
  2. รับสาย/รับ SMS เบอร์ไทยได้ปกติ : คุณสามารถเปิดใช้ eSIM ญี่ปุ่นเพื่อเล่นเน็ต ในขณะที่ยังใส่ซิมไทยไว้เพื่อรับ OTP ธนาคารหรือสายเรียกเข้าสำคัญได้
  3. ประหยัดพื้นที่และพลังงาน : ไม่ต้องพกเครื่องปล่อยสัญญาณเพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่เครื่องเช่าหมดกลางทาง
  4. เปลี่ยนแผนได้หน้างาน : หากเน็ตหมดหรืออยากอยู่ต่อ ก็สามารถกดซื้อแพ็กเกจเพิ่ม (Top-up) ออนไลน์ได้เลย ไม่ต้องวิ่งหาช็อปขายซิม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราสรุปเปรียบเทียบ 3 อุปกรณ์ยอดฮิตตามหัวข้อที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญ :

หัวข้อเปรียบเทียบeSIM ญี่ปุ่นPhysical SIMPocket WiFiData Roaming
ความสะดวก⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐
การรับ OTP/โทรเข้า-ออกทำได้ (Dual SIM)ไม่ได้ (ถ้าถอดออก)ทำได้ดีที่สุด (ไม่ต้องสลับซิม)
ความคุ้มค่าสูงมาก (หลักร้อย)สูง (หลักร้อย)ต่ำ (มีค่าเช่าวัน)ปานกลาง (300-800 บาท)
เหมาะสำหรับสายลุย เที่ยวเองมือถือรุ่นเก่ามาเป็นแก๊ง/ครอบครัวเน้นสะดวก/ทำธุรกรรมการเงิน

ถ้ามือถือคุณรองรับ eSIM (iPhone 11 ขึ้นไป หรือ Android รุ่นใหม่ ๆ) แนะนำให้ใช้ eSIM เป็นอันดับหนึ่ง เพราะราคาต่อวันเฉลี่ยแล้วคุ้มค่าที่สุดและลดความยุ่งยากในการเดินทางไปได้มาก

โดยส่วนใหญ่แล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา มักจะรองรับเทคโนโลยี eSIM เกือบทั้งหมดแล้ว โดยรุ่นยอดนิยมที่คนไทยใช้ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย ๆ มีดังนี้ :

รวม 5 eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • iPhone : ตั้งแต่ iPhone XS, XS Max, XR จนถึงรุ่นใหม่อย่าง iPhone 16 และ iPhone 17 ทุกซีรีส์ (รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 2 และ 3)
  • Samsung : ตระกูล Galaxy S ตั้งแต่ S20 ไปจนถึง S26 Ultra, ตระกูลพับได้อย่าง Galaxy Z Flip และ Z Fold ทุกรุ่น
  • Google Pixel : ตั้งแต่ Pixel 3 ขึ้นไปจนถึงรุ่นล่าสุด
  • ค่ายอื่น ๆ : iPad รุ่นที่มี Cellular (ปี 2019 ขึ้นไป), Apple Watch (รุ่น Cellular), และมือถือ Android รุ่นท็อปจาก Xiaomi, OPPO, และ Vivo รุ่นใหม่ ๆ

**ข้อควรระวัง เครื่องที่ซื้อจากบางประเทศ เช่น จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า (บางรุ่น) อาจไม่มีระบบ eSIM แต่จะเป็นถาดซิมคู่แบบใส่ 2 ใบแทน ก่อนซื้ออย่าลืมเช็กที่มาของเครื่องด้วยนะ

ถ้าไม่แน่ใจชื่อรุ่น หรือจำไม่ได้ว่าซื้อปีไหน คุณสามารถเช็กด้วยตัวเองได้ภายใน 1 นาที ตามขั้นตอนด้านล่างนี้เลย :

สำหรับผู้ใช้ iPhone (iOS)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings)
  2. เลือก เซลลูลาร์ (Cellular)
  3. มองหาเมนู “เพิ่ม eSIM” (Add eSIM) หรือ “เพิ่มแผนบริการเซลลูลาร์”

ถ้ามีเมนูนี้ แสดงว่าเครื่องของคุณ รองรับ eSIM พร้อมไปญี่ปุ่นได้เลย!

สำหรับผู้ใช้ Android (Samsung และรุ่นอื่น ๆ)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings)
  2. เลือก การเชื่อมต่อ (Connections) > ตัวจัดการซิม (SIM manager)
  3. มองหาคำว่า “เพิ่ม eSIM” (Add eSIM)

ถ้ามีคำนี้ แสดงว่าเครื่อง รองรับ eSIM

เปิดแอปโทรศัพท์แล้วกด *#06# แล้วกดโทรออก ดูที่หน้าจอว่ามีรหัส “EID” (เลขยาว ๆ ประมาณ 32 หลัก) ปรากฏขึ้นมาไหม? ถ้ามีมั่นใจได้ 100% ว่าเครื่องคุณมีชิป eSIM อยู่ในตัว พร้อมใช้งานแน่นอน

พอเราเช็กเครื่องเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเลือก “eSIM ญี่ปุ่น” ที่จะใช้ท่องโลกอินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่นกัน ตลาด eSIM ญี่ปุ่น ในปี 2026 นี้มีตัวเลือกเยอะมาก แต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นต่างกัน เพื่อให้คุณไม่ต้องไปนั่งไล่อ่านทีละเว็บ เราคัดมาให้เน้น ๆ 5 สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยที่สุด

มาดูกันครับว่า 5 ตัวท็อปที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมใช้ในปี 2026 มีเจ้าไหนบ้าง และแต่ละเจ้าเหมาะกับใคร จะได้เลือกซื้อให้ตรงกับสไตล์การเที่ยวของคุณที่สุด

รวม 5 eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับ : คนที่เน้นความชัวร์และต้องการความช่วยเหลือจาก Admin คนไทยตลอดทริป
  • จุดเด่น : เป็นแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยมานานตั้งแต่ยุค Pocket WiFi พอมาเป็น eSIM ก็ยังรักษามาตรฐานได้ดี มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายตามจำนวนวันและปริมาณเน็ตที่ต้องการ
  • ความแรง : ใช้โครงข่าย Docomo/Softbank สัญญาณครอบคลุมทั่วญี่ปุ่น
  • ทำไมถึงน่าซื้อ : มีช่องทางติดต่อผ่าน Line ชัดเจน ถ้าตั้งค่าไม่เป็นหรือมีปัญหาหน้างาน มีคนไทยคอยช่วยทันที
รวม 5 eSIM ญี่ปุ่นยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับ : สายเที่ยวที่จองทุกอย่าง (ตั๋วรถไฟ, ตั๋วสวนสนุก) ผ่าน Klook อยู่แล้ว
  • จุดเด่น : ความสะดวกคือที่หนึ่ง! คุณสามารถกดซื้อ eSIM พร้อมกับตั๋ว Disney หรือ JR Pass ได้เลย ชำระเงินง่ายผ่านบัตรเครดิต หรือ E-Wallet ต่าง ๆ
  • ความแรง : มักเป็นพาร์ทเนอร์กับเจ้าใหญ่ในญี่ปุ่น สัญญาณถือว่ามาตรฐานสากล
  • ทำไมถึงน่าซื้อ : มีรีวิวจากคนใช้จริงเยอะมาก และมักจะมีโค้ดส่วนลด On-top ทำให้ราคาประหยัดลงไปอีก
รวม 5 eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับ : นักเดินทางสาย Tech ที่ชอบแอปสวยๆ ใช้ง่าย และอยากเช็กปริมาณเน็ตแบบ Real-time
  • จุดเด่น : Airalo คือผู้ให้บริการ eSIM ระดับโลก ระบบหลังบ้านนิ่งมาก ติดตั้งง่ายผ่านแอป และถ้าเน็ตใกล้หมดก็กดเติม (Top-up) ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยน QR Code ใหม่
  • ความแรง : จับสัญญาณไว เสถียรสูง
  • ทำไมถึงน่าซื้อ : เหมาะกับคนที่มีแผนเที่ยวหลายประเทศต่อกัน หรือต้องการมาตรฐานการบริการที่เป็นสากล
รวม 5 eSIM ญี่ปุ่นยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับ : นักท่องเที่ยวที่มองหาความคุ้มค่าและแพ็กเกจเน็ตที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางโดยเฉพาะ
  • จุดเด่น : เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงมากในกลุ่มนักเดินทาง เพราะมีแพ็กเกจให้เลือกค่อนข้างยืดหยุ่น และราคาต่อ GB มักจะถูกกว่าเจ้าใหญ่ๆ บางเจ้า
  • ความแรง : เน้นความเร็วระดับ 4G/5G ที่ลื่นไหล
  • ทำไมถึงน่าซื้อ : ใครที่อยากลองเจ้าใหม่ที่เน้นบริการเฉพาะทางด้าน eSIM โดยตรง และอยากได้ราคาที่สบายกระเป๋า ต้องลองเจ้านี้ครับ
รวม 5 eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับ : คนที่จองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักผ่าน Trip.com และอยากได้คะแนนสะสม (Trip Coins)
  • ทำไมถึงน่าซื้อ : สั่งซื้อง่าย รับ QR Code ไว และสามารถใช้ Trip Coins มาแลกเป็นส่วนลดค่า eSIM ได้ด้วย
  • จุดเด่น : ระบบมีความน่าเชื่อถือสูงมาก และมักจะมีบริการ Support ตลอด 24 ชั่วโมง หากคุณเจอปัญหาการใช้งาน สามารถแจ้งผ่านแอปได้ทันที
  • ความแรง : ใช้โครงข่ายชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง Softbank ทำให้เน็ตแรงไม่มีสะดุดในเมืองใหญ่

ถ้าเน้นอุ่นใจ มีคนไทยดูแล เลือก Samurai-Sim เน้นสะดวก จองรวมกับตั๋วเที่ยว เลือก Klook หรือ Trip.com เน้นแอปเทพ เติมเน็ตง่าย เลือก Airalo ถ้าเน้นความคุ้มค่า สไตล์ใหม่ เลือก eSIM Vacay

โครงข่ายมือถือในญี่ปุ่นหลัก ๆ มี 3 ค่าย ซึ่งแต่ละเจ้ามีความเก่งในพื้นที่ที่ต่างกันเล็กน้อย :

  • Docomo : เปรียบเหมือน AIS บ้านเรา ครอบคลุมพื้นที่กว้างที่สุด ถ้าทริปของคุณเน้นไปโซนธรรมชาติ ขึ้นเขา (Fuji) หรือไปหมู่บ้านห่างไกลในฮอกไกโด/โทโฮคุ สัญญาณ Docomo จะนิ่งและเสถียรที่สุด
  • Softbank : ยอดนิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะเน็ตในเมืองใหญ่ (โตเกียว, โอซาก้า, ฟุกุโอกะ) จะแรงและเร็วสะใจมาก ส่วนใหญ่ eSIM เจ้าดัง ๆ อย่าง Klook, Samurai-Sim หรือ Trip.com มักจะใช้โครงข่ายนี้
  • AU / KDDI : เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกมาตรฐานสูง มักพบในแพ็กเกจโรมมิ่งจากไทย หรือ eSIM บางเจ้าอย่าง Airalo

ถ้าเที่ยวเมืองเป็นหลักใช้ Softbank ได้เลยครับ แต่ถ้ามีแผนไปชนบทบ่อย ๆ มองหาเจ้าที่ระบุว่าใช้โครงข่าย Docomo จะอุ่นใจกว่า

การเลือกปริมาณเน็ตให้พอดีจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้เยอะ :

  • Fixed GB (เช่น 10GB/15 วัน) : เหมาะสำหรับสายประหยัดที่เน้นใช้ Google Maps, ค้นหาร้านอาหาร และแชทคุยนิดหน่อย โดยใช้ WiFi โรงแรมควบคู่ไป
  • Daily Fixed (เช่น 1GB หรือ 2GB ต่อวัน) : ยอดนิยมที่สุด เพราะเน็ตจะรีเซ็ตใหม่ทุกวัน ทำให้เราบริหารการใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องกลัวเน็ตหมดตั้งแต่วันแรก ๆ
  • Truly Unlimited (ไม่ลดสปีด) : เหมาะกับสาย Content Creator ที่ต้องอัปโหลดวิดีโอ หรือสาย Live สดตลอดทริป ให้ความสบายใจสูงสุดแต่ราคาก็จะสูงตาม

การนับ “วัน” ของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกันนะ ต้องดูให้ดีก่อนกดซื้อ :

  • นับแบบ 24 ชั่วโมง : เช่น เริ่มเปิดใช้ 15.00 น. วันนี้ จะครบ 1 วันตอน 15.00 น. วันรุ่งขึ้น (แบบนี้คุ้มค่าที่สุด)
  • นับตามวันที่ (Calendar Day) : ถ้าคุณเปิดใช้ตอน 23.00 น. พอผ่านเที่ยงคืนไปเขาจะนับเป็นวันที่ 2 ทันที แบบนี้อาจทำให้วันหายไปฟรีๆ 1 วัน
  • ข้อแนะนำ : สำหรับสาย FIT ที่จัดทริปเอง ถ้าไป 6 วัน 5 คืน บางครั้งการซื้อเผื่อเป็น 7 วันจะช่วยให้อุ่นใจกว่าในกรณีเครื่องดีเลย์

คำว่า “Unlimited” ของหลายเจ้า มักจะมีเงื่อนไข FUP ซ่อนอยู่เสมอ :

  • สิ่งที่ต้องเช็ก : หลายแพ็กเกจบอกว่าเน็ตไม่จำกัด แต่จริง ๆ คือให้เน็ตความเร็วสูงสุดแค่ 2GB ต่อวัน หลังจากนั้นจะลดความเร็วลงเหลือ 128kbps หรือ 384kbps
  • ข้อควรระวัง : ความเร็ว 128 kbps ในญี่ปุ่นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่โหลดแผนที่ยังหมุนค้าง ดังนั้นก่อนซื้อให้อ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ เสมอว่า “ความเร็วหลังใช้ครบตามปริมาณจะเหลือเท่าไหร่” ถ้าเหลือ 384kbps ยังพอแชทไลน์ได้ แต่ถ้า 128kbps คือเตรียมหา WiFi สาธารณะได้เลย

ถ้าไปเมืองเลือก Softbank / ไปเขาเลือก Docomo เน้นคุ้มเลือกแบบรายวัน (1GB/Day) / เน้นลุย เลือกแบบ Truly Unlimited เช็กการนับวันเลือกเจ้าที่นับแบบ 24 ชั่วโมงจะคุ้มกว่า และ ระวัง FUP เลี่ยงเจ้าที่ลดสปีดเหลือต่ำกว่า 128kbps

การใช้ eSIM สำคัญคือ “ต้องมีอินเทอร์เน็ตในการเปิดใช้งาน” ดังนั้นแนะนำให้ทำขั้นตอนเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง หรือทำที่สนามบินตอนที่มี WiFi

eSIM ญี่ปุ่น ยอดนิยม เน็ตแรงไม่ลดสปีด ราคาประหยัดเริ่มต้นหลักร้อย สอนวิธีเลือกที่คุ้มที่สุด พร้อมวิธีตั้งค่าเองง่าย ๆ

เพื่อให้ได้ดีลที่ดีที่สุดสำหรับทริปญี่ปุ่นของคุณ แนะนำให้ทำตามสูตรนี้ :

  1. เปรียบเทียบราคาผ่านแอป : เช็กราคาใน Klook, KKday หรือ Airalo โดยดูที่ “ปริมาณเน็ตต่อวัน” และ “จำนวนวัน” ที่เราไปจริง
  2. ใช้โค้ดส่วนลด : หากเป็นการซื้อครั้งแรก มักจะมีโค้ดส่วนลด 5-10% หรือใช้แต้มสะสมแลกเป็นส่วนลดเพิ่มได้
  3. เช็กอีเมลทันที : หลังกดชำระเงิน ระบบจะส่ง QR Code มาให้ทางอีเมล (ตรวจสอบใน Junk Mail ด้วยนะ)
  4. แคปหน้าจอหรือพิมพ์ QR ไว้ : เนื่องจากมือถือเครื่องที่จะใช้ eSIM ไม่สามารถสแกน QR ที่อยู่ในเครื่องตัวเองได้ (ในบางรุ่น) การมีรูปในมือถือเพื่อนหรือพิมพ์ใส่กระดาษไว้จะช่วยให้สแกนง่ายขึ้นมาก

สำหรับผู้ใช้ iPhone (iOS)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เซลลูลาร์ (Cellular)
  2. กด เพิ่ม eSIM (Add eSIM)
  3. เลือก ใช้รหัส QR (Use QR Code) แล้วสแกนรูปที่ได้รับจากอีเมล
  4. ตั้งชื่อซิมให้จำง่าย เช่น “Japan” หรือ “eSIM”
  5. เลือก ซิมหลัก (Primary) เป็นซิมไทยสำหรับรับสาย/SMS และเลือก ซิมรอง (Japan) สำหรับใช้ ข้อมูลเซลลูลาร์ (Cellular Data)

สำหรับผู้ใช้ Android (Samsung)

  1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > การเชื่อมต่อ (Connections)
  2. เลือก ตัวจัดการซิม (SIM manager)
  3. กด เพิ่ม eSIM (Add eSIM) > สแกนรหัส QR จากผู้ให้บริการ
  4. สแกนรหัสแล้วกด เพิ่ม (Add) เพื่อยืนยันการติดตั้ง
  5. เมื่อถึงญี่ปุ่น ให้เลือกใช้ eSIM นี้เป็นซิมหลักสำหรับการเล่นเน็ต

นี่คือคำถามยอดฮิตที่หลายคนสับสน เราสรุปช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดมาให้ :

  • ช่วงเวลาที่แนะนำ :”ติดตั้งล่วงหน้า 1 วัน หรือก่อนขึ้นเครื่องที่ไทย”
    • ทำไม? : การเพิ่ม eSIM ในเครื่องต้องใช้ Internet (WiFi) เสมอ ถ้าคุณไปรอทำที่สนามบินญี่ปุ่นแล้วหาสัญญาณ WiFi ไม่ได้ คุณจะเปิดใช้งานไม่ได้เลย
    • เน็ตจะเริ่มนับวันตอนไหน? : โดยส่วนใหญ่ eSIM ญี่ปุ่นจะเริ่มนับวันใช้งาน (Day 1) เมื่อเครื่องจับสัญญาณโครงข่ายที่ญี่ปุ่นได้แล้วเท่านั้น การติดตั้งที่ไทยทิ้งไว้ก่อนจึงไม่ทำให้เสียวันฟรี (ยกเว้นบางยี่ห้อที่ระบุชัดเจนว่านับตั้งแต่วันที่ซื้อ โปรดอ่านเงื่อนไขอีกครั้ง)
  • เมื่อถึงญี่ปุ่น : 1. ไปที่เมนู Setting ของซิม eSIM 2. กดเปิด “ดาต้าโรมมิ่ง” (Data Roaming) เป็น On 3. รอประมาณ 1-2 นาทีเพื่อให้เครื่องค้นหาสัญญาณ… เพียงเท่านี้เน็ตก็วิ่งฉิวแล้ว!

ซื้อผ่านแอป Klook/Airalo เพื่อความง่าย ติดตั้งที่ไทยก่อนบิน โดยสแกน QR Code ผ่านหน้า Setting ของมือถือ และเปิดใช้เมื่อถึงญี่ปุ่น ให้เลือกใช้ eSIM เป็นตัวหลักในการเล่นเน็ต และ “เปิด Data Roaming” เสมอ

การเลือก eSIM ญี่ปุ่น ให้คุ้มค่าที่สุดในปี 2026 นี้ ไม่มีเจ้าไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับสไตล์การเดินทางของคุณ :

  • เน้นบริการแบบคนไทยดูแล : เลือก Samurai-Sim อุ่นใจที่มี Admin คอยซัพพอร์ต
  • เน้นจองง่ายรวมกับตั๋วเที่ยว : เลือก Klook หรือ Trip.com เพื่อเก็บแต้มสะสม
  • เน้นความพรีเมียมและเช็กเน็ต Real-time : เลือก Airalo แอปเดียวจบระดับโลก
  • เน้นความคุ้มค่าและราคาประหยัด : ลองดู eSIM Vacay เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

ไม่ว่าคุณจะเลือกเจ้าไหน สิ่งสำคัญคือการเช็กว่ามือถือรองรับ eSIM หรือไม่ และเลือกแพ็กเกจเน็ตให้พอดีกับจำนวนวันเดินทาง เพื่อให้ทริปญี่ปุ่นของคุณลื่นไหล ไม่มีสะดุดตั้งแต่วันแรกจนวันกลับ

ถาม : eSIM ญี่ปุ่น ใช้โครงข่ายไหนดีที่สุด?

ตอบ : Docomo และ Softbank คือสองค่ายที่แนะนำที่สุด โดย Docomo จะเด่นเรื่องความเสถียรในพื้นที่ห่างไกลและภูเขา ส่วน Softbank จะทำความเร็วได้ดีมากในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า

ถาม : ใช้ eSIM ญี่ปุ่นแล้ว ยังรับ OTP หรือรับสายจากเบอร์ไทยได้ไหม?

ตอบ : ได้ปกติ เพราะระบบ Dual SIM จะช่วยให้คุณเปิดซิมไทยไว้รับ SMS หรือสายเรียกเข้าได้ ในขณะที่ใช้ eSIM ญี่ปุ่นเพื่อเล่นเน็ต (เพียงแค่ต้องตั้งค่า Cellular Data ให้เป็นของ eSIM ญี่ปุ่นเท่านั้น)

ถาม : eSIM ญี่ปุ่น โทรออกหรือรับสายได้เหมือนซิมปกติไหม?

ตอบ : ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Data-only (เน้นเล่นเน็ต) ไม่สามารถโทรผ่านสัญญาณมือถือได้ แต่คุณสามารถใช้แอปอย่าง Line, Messenger หรือ WhatsApp ในการโทรผ่านอินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด

ถาม : ถ้าเน็ตไม่ขึ้นหรือใช้งานไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาอย่างไร?

ตอบ : อันดับแรกให้เช็กว่าคุณ “เปิด Data Roaming” ในหน้าตั้งค่า eSIM แล้วหรือยัง หากยังไม่ได้ ให้ลองปิด-เปิดเครื่องใหม่ 1 ครั้ง หรือเช็กว่าค่า APN ถูกต้องตามที่ผู้ให้บริการระบุมาในอีเมลหรือไม่

ถาม : แชร์ Hotspot ให้เพื่อนใช้ด้วยได้ไหม?

ตอบ : ทำได้ แต่ต้องระวังเรื่องปริมาณเน็ตที่จะหมดไวขึ้น และแบตเตอรี่มือถือของคุณจะลดลงเร็วกว่าปกติ แนะนำให้แชร์เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นจะดีที่สุด

เมื่อมีเน็ตแรง ๆ ไว้ให้อุ่นใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างความทรงจำดี ๆ การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองจะสนุกที่สุดเมื่อคุณได้ไปในสถานที่ที่ “ใช่” สำหรับคุณจริง ๆ ไม่ว่าคุณจะวางแผนมากับครอบครัว แท็กทีมแกงค์เพื่อน มาสวีทกับคู่รัก หรือจะเป็นสายกินแหลก สายช้อปตัวแม่ และสายธรรมชาติสุดกรีน คุณก็สามารถกำหนดแผนการเดินทางในสไตล์ที่ต้องการได้เองทั้งหมด

และสำหรับใครที่เพิ่งเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามี ไกด์คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี พร้อมช่วยคุณวางแพลนการเดินทาง แนะนำแลนด์มาร์คยอดนิยมที่ห้ามพลาด ไปจนถึงที่เที่ยวลับ ๆ ที่มีแค่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ เราพร้อมจัดเส้นทางตลอดการท่องเที่ยวของคุณให้คุ้มค่าและประทับใจที่สุด จนคุณต้องอยากกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกแน่นอน!

“ให้การเที่ยวญี่ปุ่นของคุณเป็นเรื่องง่าย ด้วยการจัดแพลนท่องเที่ยวกับเรา Trip Japan Online ได้ที่ Line @Tripjapan